การวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อน
PGD(Preimplantation Genetic Diagnosis)
นายแพทย์พิบูลย์ ลีละพัฒนะ
- แพทยศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล
- Thai Board of Obstetrics & Gynecology
- Certificate Fellow in Diagnostic Ultrasound UNSW, Australi
ขั้นตอนการทำ PGD มีอย่างไร ?
คู่สมรสจะต้องได้รับการทำเด็กหลอดแก้ว ด้วยวิธี IVF ธรรมดา หรือจะทำโดยวิธี Intracytoplasmic Sperm Injection- ICSI) เมื่อมีการปฏิสนธิเป็น ตัวอ่อน แล้วในวันที่ 3 หลังการปฏิสนธิ ซึ่งเป็นตัวอ่อนในระยะ ที่เป็น 8 เซลล์ เราจะทำการเจาะรูขนาดเล็กที่เปลือก หุ้มตัวอ่อน (Embryo Drilling) ซึ่งในปัจจุบันนิยมใช้ เครื่องเลเซอร์พลังงานต่ำที่ออกแบบมาให้ใช้เฉพาะ วิธีการนี้ และดูดเอาเซลล์ของตัวอ่อน 1 ถึง 2ปัจจุบันนอกเหนือจากการวินิจฉัยความผิด ปกติของทารกในครรภ์ การเจาะดูดรก การเจาะถุง น้ำคร่ำ การเจาะเลือดจากสายสะดือทารกในครรภ์ ซึ่งมีการให้บริการสำหรับคู่สมรสที่ตั้งครรภ์แล้วและ มีข้อบ่งชี้สำหรับ การตรวจหาความผิดปกติทาง พันธุกรรมของทารกในครรภ์ เช่น ในมารดาที่ตั้งครรภ์ และคลอดบุตรเมื่ออายุมากกว่า 35 ปี คู่สมรสที่มี ประวัติการแท้งบุตรหลายครั้ง คู่สมรสที่มีประวัติโรค ทางพันธุกรรมในครอบครัว คู่สมรสที่เป็นพาหะแฝงของ โรคทางกรรมพันธุ์บางโรค เช่น โรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย เป็นต้น แต่ข้อด้อยของวิธีการนี้คือ เป็นการทำเมื่อมีการ ตั้งครรภ์ไปในระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งมักเป็นช่วง 3 ถึง 4 เดือน ถ้าวินิจฉัยว่าทารกในครรภ์มีความผิดปกติที่ไม่สามารถ ให้การรักษาได้ มักจะต้องทำแท้งออกมา นอกเหนือไป จากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในการทำแท้งแล้ว จะทำให้เกิดบาดแผลทางจิตใจต่อคู่สมรสได้ด้วย โดยเหตุนี้ด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยีในปัจจุบัน เรา สามารถให้การวินิจฉัยทางพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อน การฝังตัวในโพรงมดลูก เพื่อลดข้อด้อยของการวินิจฉัย ทารกที่ทำเมื่อตั้งครรภ์ ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า Preimplantation Genetic Diagnosis หรือจะเรียก คำย่อว่า PGD
PGD คืออะไร?
วิธีการนี้ก็คือการวินิจฉัยความผิดปกติทาง พันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนที่จะนำตัวอ่อนไปใส่กลับ เข้าโพรงมดลูกของมารดา และที่แพทย์จะนำเฉพาะ ตัวอ่อนที่ไม่พบความผิดปกติด้วยการตรวจนี้เท่านั้นใส่กลับโพรงมดลูกของมารดาเพื่อให้เจริญเติบโต ต่อเป็นทารกจะเอาตัวอ่อนมาตรวจหาความผิดปกติได้อย่างไร?
ตัวอ่อนจะได้มาจากการทำการปฏิสนธินอก ร่างกาย หรือที่เรารู้จักกันดีว่า การทำเด็กหลอดแก้ว (In vitro fertilization หรือ IVF) นั่นก็หมายความว่าคู่สมรส ต้องทำเด็กหลอดแก้วเพื่อให้ได้ตัวอ่อนมาก่อน ดังนั้น ผู้รับบริการกลุ่มใหญ่ของการทำ PGD จะป็นคู่สมรส ที่มีบุตรยากซึ่งต้องรักษาโดยการทำเด็กหลอดแก้วอยู่แล้ว
PGD จะสามารถวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุ์กรรม อะไรได้บ้าง?
สามารถใช้วินิจฉัยความผิดปกติใน ตัวอ่อนได้สองส่วน คือ1. ความผิดปกติของโครโมโซม (chromosome abnormalities) เช่น ภาวะ Aneuploidy, X-linked disease
2. ความผิดปกติของยีน (Single gene defect) เช่น โรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย โรคกล้ามเนื้อ ฝ่อลีบ เป็นต้น
ข้อบ่งชี้ในการทำ PGD ในปัจจุบันมีอะไรบ้าง?
ข้อบ่งชี้ในการทำ PGD ในปัจจุบันได้แก่1.Advance maternal Age
2.Recurrence pregnancy loss
3.Prior IVF failures
4.Risk of single gene defect
5.Severe male factor
เซลล์ ออกมา (ขั้นตอนนี้เราเรียกทางเทคนิคว่า embryo biopsy) นำมาตรวจหาความผิดปกติตามข้อบ่งชี้ ซึ่ง ควรจะทราบผลภายในวันนั้น และตัวอ่อนที่ไม่มีความ ผิดปกติ1 ถึง 2 ตัวอ่อน จะถูกใส่กลับเข้าโพรงมดลูก เฉพาะตัวอ่อนปกติที่เหลือเท่านั้นจึงจะรับการแช่แข็ง เก็บไว้ คู่สมรสจะได้รับการดูแลต่อเช่นดียวกับการ ทำเด็กหลอดแก้วทั่วไป และจะทราบว่าตั้งครรภ์หรือไม่ ภายใน 2 สัปดาห์หลังการใส่ตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูก ปัจจุบันมีบางศูนย์ที่เป็นส่วนน้อย อาจเลี้ยงตัวอ่อน ไปถึงวันที่ 5 แล้วจึงทำ embryo biopsy ซึ่งก็สามารถ ทำได้เช่นกัน
มีข้อจำกัดในการตรวจ PGD หรือไม่ ?
เนื่องจากเรานำตัวอย่างเซลล์ตัวอ่อนมาตรวจ หาความผิดปกติของโครโมโซม เพียง 1 ถึง 2 เซลล์ เท่านั้น โอกาสที่จะตรวจหาส่วน nucleus ของเซลล์ ไม่พบ ซึ่งจะทำให้รายงานผลการทดสอบไม่ได้ก็มีได้ 1 ถึง 3% นอกจากนี้เนื่องจากในปัจจุบันเรายังไม่สามารถ ตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมมนุษย์ที่มีทั้งหมด 23คู่ (46 โครโมโซม) ได้ทั้งหมดจากการตรวจเซลล์เดียว ที่ได้จากตัวอ่อน เราจึงตรวจได้เฉพาะที่เป็นปัญหาบ่อย ที่มี 5 ถึง 10 คู่ เช่นโครโมโซมคู่ที่ 13 16 18 21 22 และโครโมโซมเพศหญิง (x) และเพศชาย (y) โดยวิธี การที่เรียกว่า Fluorescent in Situ Hybridisation (FISH) จึงนับเป็นข้อจำกัดอีกประการหนึ่ง ข้อจำกัดอื่น ที่พบได้ในการตรวจด้วยFISH คือจะไม่สามารถตรวจ ภาวการณ์มีMosiacism ของตัวอ่อนได้ ส่วนในกรณีที่ต้องการตรวจโรคที่ถ่ายทอดโดยยีนเดี่ยว (single gene defect) ต้องทำโดยใช้วิธี Polymerase chain reaction-PCR ตรวจหา DNA ที่ผิดปกติจาก nucleus ของเซลล์ ตัวอ่อน และเนื่องจากเป็นการตรวจจากเซลล์เดียว อาจมีปัญหา amplification failure, contamination , Allele drop out ได้การทำ PGD มีผลกระทบต่อการพัฒนาการของตัวอ่อน ต่อไปหรือไม่ ?
โดยทางทฤษฎีการดูดตัวอย่างเซลล์ 1 ถึง 2 เซลล์ ในระยะตัวอ่อนวันที่3 (8 เซลล์) และการดูด เซลล์ส่วนที่จะกลายเป็นรกในระยะวันที่ 5 (ปลาสโตซีส- blastocyst) ไม่มีผลต่อตัวอ่อน และมีเด็กทารกที่เกิด มาหลังการนำเทคนิคนี้มาใช้ ตั้งแต่ ปี 1997 ทั่วโลก ประมาณสองพันราย จากการติดตามทารกที่เกิดหลัง การทำ PGD เป็นเวลา 2 ปี พบว่ามีอัตราความผิด ปกติแต่กำเนิดใกล้เคียงกับทารกที่เกิดโดยการทำ เด็กหลอดแก้ว คือ รัอยละ 1.7 อย่างไรก็ดีขณะนี้ศูนย์ ให้บริการ PGD ทั่วโลกยังมีการติดตามเด็กเหล่านี้ ที่เกิดแล้ว และกำลังจะเกิดต่อไปในอนาคตต่อไป เพื่อ ให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อเนื่องการทำ PGD รบกวนต่อความสำเร็จของการทำเด็กหลอด แก้วหรือไม่?
จากรายงานทั่วโลกผลสำเร็จที่ใช้การตั้งครรภ์ เป็นเครื่องชี้วัด ไม่มีความแตกต่างกัน และไม่ได้ช่วย ให้ความสำเร็จในการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นถ้านำไป เปรียบเทียบกับคู่สมรสที่ทำการรักษาโดยการทำ IVF หรือ ICSI ที่ไม่มีข้อบ่งชี้ในการทำ PGD แต่ดังที่กล่าว แล้วว่าในคู่สมรสบางรายที่โอกาสมีตัวอ่อนผิดปกติสูง ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ในการทำ PGD ดังกล่าวข้างต้น การทำ การวินิจฉัยโดยวิธีก่อนใส่กลับตัวอ่อนที่ปกติเข้าโพรง มดลูก น่าจะเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสของการตั้ง ครรภ์ด้วย ซึ่งกำลังมีการติดตามข้อมูลนี้อยู่ที่มา http://www.vichaiyut.co.th/html/jul/36-2550/p108-111.asp
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น