การวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อน

PGD(Preimplantation Genetic Diagnosis)


นายแพทย์พิบูลย์ ลีละพัฒนะ
- แพทยศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล
- Thai Board of Obstetrics & Gynecology
- Certificate Fellow in Diagnostic Ultrasound UNSW, Australi

ขั้นตอนการทำ PGD มีอย่างไร ?

         คู่สมรสจะต้องได้รับการทำเด็กหลอดแก้ว ด้วยวิธี IVF ธรรมดา หรือจะทำโดยวิธี Intracytoplasmic Sperm Injection- ICSI) เมื่อมีการปฏิสนธิเป็น ตัวอ่อน แล้วในวันที่ 3 หลังการปฏิสนธิ ซึ่งเป็นตัวอ่อนในระยะ ที่เป็น 8 เซลล์ เราจะทำการเจาะรูขนาดเล็กที่เปลือก หุ้มตัวอ่อน (Embryo Drilling) ซึ่งในปัจจุบันนิยมใช้ เครื่องเลเซอร์พลังงานต่ำที่ออกแบบมาให้ใช้เฉพาะ วิธีการนี้ และดูดเอาเซลล์ของตัวอ่อน 1 ถึง 2
     
         ปัจจุบันนอกเหนือจากการวินิจฉัยความผิด ปกติของทารกในครรภ์ การเจาะดูดรก  การเจาะถุง น้ำคร่ำ การเจาะเลือดจากสายสะดือทารกในครรภ์ ซึ่งมีการให้บริการสำหรับคู่สมรสที่ตั้งครรภ์แล้วและ มีข้อบ่งชี้สำหรับ การตรวจหาความผิดปกติทาง พันธุกรรมของทารกในครรภ์ เช่น ในมารดาที่ตั้งครรภ์ และคลอดบุตรเมื่ออายุมากกว่า 35 ปี คู่สมรสที่มี ประวัติการแท้งบุตรหลายครั้ง คู่สมรสที่มีประวัติโรค ทางพันธุกรรมในครอบครัว คู่สมรสที่เป็นพาหะแฝงของ โรคทางกรรมพันธุ์บางโรค เช่น โรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย เป็นต้น แต่ข้อด้อยของวิธีการนี้คือ เป็นการทำเมื่อมีการ ตั้งครรภ์ไปในระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งมักเป็นช่วง 3 ถึง 4 เดือน  ถ้าวินิจฉัยว่าทารกในครรภ์มีความผิดปกติที่ไม่สามารถ ให้การรักษาได้ มักจะต้องทำแท้งออกมา  นอกเหนือไป จากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในการทำแท้งแล้ว  จะทำให้เกิดบาดแผลทางจิตใจต่อคู่สมรสได้ด้วย  โดยเหตุนี้ด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยีในปัจจุบัน เรา สามารถให้การวินิจฉัยทางพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อน การฝังตัวในโพรงมดลูก เพื่อลดข้อด้อยของการวินิจฉัย ทารกที่ทำเมื่อตั้งครรภ์ ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า Preimplantation Genetic Diagnosis หรือจะเรียก คำย่อว่า PGD

PGD  คืออะไร?

        วิธีการนี้ก็คือการวินิจฉัยความผิดปกติทาง พันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนที่จะนำตัวอ่อนไปใส่กลับ เข้าโพรงมดลูกของมารดา และที่แพทย์จะนำเฉพาะ ตัวอ่อนที่ไม่พบความผิดปกติด้วยการตรวจนี้เท่านั้นใส่กลับโพรงมดลูกของมารดาเพื่อให้เจริญเติบโต ต่อเป็นทารก

จะเอาตัวอ่อนมาตรวจหาความผิดปกติได้อย่างไร?
        ตัวอ่อนจะได้มาจากการทำการปฏิสนธินอก ร่างกาย หรือที่เรารู้จักกันดีว่า การทำเด็กหลอดแก้ว (In vitro fertilization หรือ IVF) นั่นก็หมายความว่าคู่สมรส ต้องทำเด็กหลอดแก้วเพื่อให้ได้ตัวอ่อนมาก่อน ดังนั้น ผู้รับบริการกลุ่มใหญ่ของการทำ PGD จะป็นคู่สมรส ที่มีบุตรยากซึ่งต้องรักษาโดยการทำเด็กหลอดแก้วอยู่แล้ว

PGD จะสามารถวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุ์กรรม อะไรได้บ้าง?

        สามารถใช้วินิจฉัยความผิดปกติใน ตัวอ่อนได้สองส่วน คือ
      1.     ความผิดปกติของโครโมโซม (chromosome abnormalities) เช่น ภาวะ Aneuploidy, X-linked disease
      2.     ความผิดปกติของยีน (Single gene defect) เช่น โรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย  โรคกล้ามเนื้อ ฝ่อลีบ เป็นต้น

ข้อบ่งชี้ในการทำ PGD  ในปัจจุบันมีอะไรบ้าง?

      ข้อบ่งชี้ในการทำ PGD ในปัจจุบันได้แก่
      1.Advance maternal Age
      2.Recurrence pregnancy loss
      3.Prior IVF failures
      4.Risk of single gene defect
      5.Severe male factor
         

เซลล์ ออกมา (ขั้นตอนนี้เราเรียกทางเทคนิคว่า embryo biopsy) นำมาตรวจหาความผิดปกติตามข้อบ่งชี้  ซึ่ง ควรจะทราบผลภายในวันนั้น และตัวอ่อนที่ไม่มีความ ผิดปกติ1 ถึง 2 ตัวอ่อน จะถูกใส่กลับเข้าโพรงมดลูก  เฉพาะตัวอ่อนปกติที่เหลือเท่านั้นจึงจะรับการแช่แข็ง เก็บไว้  คู่สมรสจะได้รับการดูแลต่อเช่นดียวกับการ ทำเด็กหลอดแก้วทั่วไป  และจะทราบว่าตั้งครรภ์หรือไม่ ภายใน 2 สัปดาห์หลังการใส่ตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูก ปัจจุบันมีบางศูนย์ที่เป็นส่วนน้อย  อาจเลี้ยงตัวอ่อน ไปถึงวันที่ 5 แล้วจึงทำ embryo biopsy ซึ่งก็สามารถ  ทำได้เช่นกัน

มีข้อจำกัดในการตรวจ PGD หรือไม่ ?

        เนื่องจากเรานำตัวอย่างเซลล์ตัวอ่อนมาตรวจ หาความผิดปกติของโครโมโซม เพียง 1 ถึง 2 เซลล์ เท่านั้น โอกาสที่จะตรวจหาส่วน nucleus ของเซลล์ ไม่พบ ซึ่งจะทำให้รายงานผลการทดสอบไม่ได้ก็มีได้ 1 ถึง 3% นอกจากนี้เนื่องจากในปัจจุบันเรายังไม่สามารถ ตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมมนุษย์ที่มีทั้งหมด 23คู่ (46 โครโมโซม) ได้ทั้งหมดจากการตรวจเซลล์เดียว ที่ได้จากตัวอ่อน   เราจึงตรวจได้เฉพาะที่เป็นปัญหาบ่อย ที่มี 5 ถึง 10 คู่ เช่นโครโมโซมคู่ที่ 13 16 18 21 22 และโครโมโซมเพศหญิง (x) และเพศชาย (y) โดยวิธี การที่เรียกว่า Fluorescent in Situ Hybridisation (FISH) จึงนับเป็นข้อจำกัดอีกประการหนึ่ง  ข้อจำกัดอื่น ที่พบได้ในการตรวจด้วยFISH คือจะไม่สามารถตรวจ ภาวการณ์มีMosiacism ของตัวอ่อนได้    ส่วนในกรณีที่ต้องการตรวจโรคที่ถ่ายทอดโดยยีนเดี่ยว (single gene defect) ต้องทำโดยใช้วิธี Polymerase chain reaction-PCR ตรวจหา DNA  ที่ผิดปกติจาก nucleus ของเซลล์ ตัวอ่อน และเนื่องจากเป็นการตรวจจากเซลล์เดียว อาจมีปัญหา amplification failure,  contamination , Allele drop out ได้

การทำ PGD มีผลกระทบต่อการพัฒนาการของตัวอ่อน ต่อไปหรือไม่ ?

        โดยทางทฤษฎีการดูดตัวอย่างเซลล์ 1 ถึง 2 เซลล์ ในระยะตัวอ่อนวันที่3 (8 เซลล์) และการดูด เซลล์ส่วนที่จะกลายเป็นรกในระยะวันที่ 5 (ปลาสโตซีส- blastocyst) ไม่มีผลต่อตัวอ่อน และมีเด็กทารกที่เกิด  มาหลังการนำเทคนิคนี้มาใช้ ตั้งแต่ ปี 1997 ทั่วโลก ประมาณสองพันราย จากการติดตามทารกที่เกิดหลัง การทำ PGD เป็นเวลา 2 ปี พบว่ามีอัตราความผิด ปกติแต่กำเนิดใกล้เคียงกับทารกที่เกิดโดยการทำ เด็กหลอดแก้ว คือ รัอยละ 1.7 อย่างไรก็ดีขณะนี้ศูนย์ ให้บริการ PGD ทั่วโลกยังมีการติดตามเด็กเหล่านี้ ที่เกิดแล้ว และกำลังจะเกิดต่อไปในอนาคตต่อไป เพื่อ ให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อเนื่อง

การทำ PGD รบกวนต่อความสำเร็จของการทำเด็กหลอด แก้วหรือไม่?

        จากรายงานทั่วโลกผลสำเร็จที่ใช้การตั้งครรภ์ เป็นเครื่องชี้วัด ไม่มีความแตกต่างกัน และไม่ได้ช่วย ให้ความสำเร็จในการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นถ้านำไป เปรียบเทียบกับคู่สมรสที่ทำการรักษาโดยการทำ IVF หรือ ICSI ที่ไม่มีข้อบ่งชี้ในการทำ PGD แต่ดังที่กล่าว แล้วว่าในคู่สมรสบางรายที่โอกาสมีตัวอ่อนผิดปกติสูง ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ในการทำ PGD ดังกล่าวข้างต้น การทำ การวินิจฉัยโดยวิธีก่อนใส่กลับตัวอ่อนที่ปกติเข้าโพรง มดลูก น่าจะเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสของการตั้ง ครรภ์ด้วย ซึ่งกำลังมีการติดตามข้อมูลนี้อยู่









ที่มา  http://www.vichaiyut.co.th/html/jul/36-2550/p108-111.asp

PGD คืออะไร?

การวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อน

PGD(Preimplantation Genetic Diagnosis)


นายแพทย์พิบูลย์ ลีละพัฒนะ
- แพทยศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล
- Thai Board of Obstetrics & Gynecology
- Certificate Fellow in Diagnostic Ultrasound UNSW, Australi

ขั้นตอนการทำ PGD มีอย่างไร ?

         คู่สมรสจะต้องได้รับการทำเด็กหลอดแก้ว ด้วยวิธี IVF ธรรมดา หรือจะทำโดยวิธี Intracytoplasmic Sperm Injection- ICSI) เมื่อมีการปฏิสนธิเป็น ตัวอ่อน แล้วในวันที่ 3 หลังการปฏิสนธิ ซึ่งเป็นตัวอ่อนในระยะ ที่เป็น 8 เซลล์ เราจะทำการเจาะรูขนาดเล็กที่เปลือก หุ้มตัวอ่อน (Embryo Drilling) ซึ่งในปัจจุบันนิยมใช้ เครื่องเลเซอร์พลังงานต่ำที่ออกแบบมาให้ใช้เฉพาะ วิธีการนี้ และดูดเอาเซลล์ของตัวอ่อน 1 ถึง 2
     
         ปัจจุบันนอกเหนือจากการวินิจฉัยความผิด ปกติของทารกในครรภ์ การเจาะดูดรก  การเจาะถุง น้ำคร่ำ การเจาะเลือดจากสายสะดือทารกในครรภ์ ซึ่งมีการให้บริการสำหรับคู่สมรสที่ตั้งครรภ์แล้วและ มีข้อบ่งชี้สำหรับ การตรวจหาความผิดปกติทาง พันธุกรรมของทารกในครรภ์ เช่น ในมารดาที่ตั้งครรภ์ และคลอดบุตรเมื่ออายุมากกว่า 35 ปี คู่สมรสที่มี ประวัติการแท้งบุตรหลายครั้ง คู่สมรสที่มีประวัติโรค ทางพันธุกรรมในครอบครัว คู่สมรสที่เป็นพาหะแฝงของ โรคทางกรรมพันธุ์บางโรค เช่น โรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย เป็นต้น แต่ข้อด้อยของวิธีการนี้คือ เป็นการทำเมื่อมีการ ตั้งครรภ์ไปในระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งมักเป็นช่วง 3 ถึง 4 เดือน  ถ้าวินิจฉัยว่าทารกในครรภ์มีความผิดปกติที่ไม่สามารถ ให้การรักษาได้ มักจะต้องทำแท้งออกมา  นอกเหนือไป จากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในการทำแท้งแล้ว  จะทำให้เกิดบาดแผลทางจิตใจต่อคู่สมรสได้ด้วย  โดยเหตุนี้ด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยีในปัจจุบัน เรา สามารถให้การวินิจฉัยทางพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อน การฝังตัวในโพรงมดลูก เพื่อลดข้อด้อยของการวินิจฉัย ทารกที่ทำเมื่อตั้งครรภ์ ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า Preimplantation Genetic Diagnosis หรือจะเรียก คำย่อว่า PGD

PGD  คืออะไร?

        วิธีการนี้ก็คือการวินิจฉัยความผิดปกติทาง พันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนที่จะนำตัวอ่อนไปใส่กลับ เข้าโพรงมดลูกของมารดา และที่แพทย์จะนำเฉพาะ ตัวอ่อนที่ไม่พบความผิดปกติด้วยการตรวจนี้เท่านั้นใส่กลับโพรงมดลูกของมารดาเพื่อให้เจริญเติบโต ต่อเป็นทารก

จะเอาตัวอ่อนมาตรวจหาความผิดปกติได้อย่างไร?
        ตัวอ่อนจะได้มาจากการทำการปฏิสนธินอก ร่างกาย หรือที่เรารู้จักกันดีว่า การทำเด็กหลอดแก้ว (In vitro fertilization หรือ IVF) นั่นก็หมายความว่าคู่สมรส ต้องทำเด็กหลอดแก้วเพื่อให้ได้ตัวอ่อนมาก่อน ดังนั้น ผู้รับบริการกลุ่มใหญ่ของการทำ PGD จะป็นคู่สมรส ที่มีบุตรยากซึ่งต้องรักษาโดยการทำเด็กหลอดแก้วอยู่แล้ว

PGD จะสามารถวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุ์กรรม อะไรได้บ้าง?

        สามารถใช้วินิจฉัยความผิดปกติใน ตัวอ่อนได้สองส่วน คือ
      1.     ความผิดปกติของโครโมโซม (chromosome abnormalities) เช่น ภาวะ Aneuploidy, X-linked disease
      2.     ความผิดปกติของยีน (Single gene defect) เช่น โรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย  โรคกล้ามเนื้อ ฝ่อลีบ เป็นต้น

ข้อบ่งชี้ในการทำ PGD  ในปัจจุบันมีอะไรบ้าง?

      ข้อบ่งชี้ในการทำ PGD ในปัจจุบันได้แก่
      1.Advance maternal Age
      2.Recurrence pregnancy loss
      3.Prior IVF failures
      4.Risk of single gene defect
      5.Severe male factor
         

เซลล์ ออกมา (ขั้นตอนนี้เราเรียกทางเทคนิคว่า embryo biopsy) นำมาตรวจหาความผิดปกติตามข้อบ่งชี้  ซึ่ง ควรจะทราบผลภายในวันนั้น และตัวอ่อนที่ไม่มีความ ผิดปกติ1 ถึง 2 ตัวอ่อน จะถูกใส่กลับเข้าโพรงมดลูก  เฉพาะตัวอ่อนปกติที่เหลือเท่านั้นจึงจะรับการแช่แข็ง เก็บไว้  คู่สมรสจะได้รับการดูแลต่อเช่นดียวกับการ ทำเด็กหลอดแก้วทั่วไป  และจะทราบว่าตั้งครรภ์หรือไม่ ภายใน 2 สัปดาห์หลังการใส่ตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูก ปัจจุบันมีบางศูนย์ที่เป็นส่วนน้อย  อาจเลี้ยงตัวอ่อน ไปถึงวันที่ 5 แล้วจึงทำ embryo biopsy ซึ่งก็สามารถ  ทำได้เช่นกัน

มีข้อจำกัดในการตรวจ PGD หรือไม่ ?

        เนื่องจากเรานำตัวอย่างเซลล์ตัวอ่อนมาตรวจ หาความผิดปกติของโครโมโซม เพียง 1 ถึง 2 เซลล์ เท่านั้น โอกาสที่จะตรวจหาส่วน nucleus ของเซลล์ ไม่พบ ซึ่งจะทำให้รายงานผลการทดสอบไม่ได้ก็มีได้ 1 ถึง 3% นอกจากนี้เนื่องจากในปัจจุบันเรายังไม่สามารถ ตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมมนุษย์ที่มีทั้งหมด 23คู่ (46 โครโมโซม) ได้ทั้งหมดจากการตรวจเซลล์เดียว ที่ได้จากตัวอ่อน   เราจึงตรวจได้เฉพาะที่เป็นปัญหาบ่อย ที่มี 5 ถึง 10 คู่ เช่นโครโมโซมคู่ที่ 13 16 18 21 22 และโครโมโซมเพศหญิง (x) และเพศชาย (y) โดยวิธี การที่เรียกว่า Fluorescent in Situ Hybridisation (FISH) จึงนับเป็นข้อจำกัดอีกประการหนึ่ง  ข้อจำกัดอื่น ที่พบได้ในการตรวจด้วยFISH คือจะไม่สามารถตรวจ ภาวการณ์มีMosiacism ของตัวอ่อนได้    ส่วนในกรณีที่ต้องการตรวจโรคที่ถ่ายทอดโดยยีนเดี่ยว (single gene defect) ต้องทำโดยใช้วิธี Polymerase chain reaction-PCR ตรวจหา DNA  ที่ผิดปกติจาก nucleus ของเซลล์ ตัวอ่อน และเนื่องจากเป็นการตรวจจากเซลล์เดียว อาจมีปัญหา amplification failure,  contamination , Allele drop out ได้

การทำ PGD มีผลกระทบต่อการพัฒนาการของตัวอ่อน ต่อไปหรือไม่ ?

        โดยทางทฤษฎีการดูดตัวอย่างเซลล์ 1 ถึง 2 เซลล์ ในระยะตัวอ่อนวันที่3 (8 เซลล์) และการดูด เซลล์ส่วนที่จะกลายเป็นรกในระยะวันที่ 5 (ปลาสโตซีส- blastocyst) ไม่มีผลต่อตัวอ่อน และมีเด็กทารกที่เกิด  มาหลังการนำเทคนิคนี้มาใช้ ตั้งแต่ ปี 1997 ทั่วโลก ประมาณสองพันราย จากการติดตามทารกที่เกิดหลัง การทำ PGD เป็นเวลา 2 ปี พบว่ามีอัตราความผิด ปกติแต่กำเนิดใกล้เคียงกับทารกที่เกิดโดยการทำ เด็กหลอดแก้ว คือ รัอยละ 1.7 อย่างไรก็ดีขณะนี้ศูนย์ ให้บริการ PGD ทั่วโลกยังมีการติดตามเด็กเหล่านี้ ที่เกิดแล้ว และกำลังจะเกิดต่อไปในอนาคตต่อไป เพื่อ ให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อเนื่อง

การทำ PGD รบกวนต่อความสำเร็จของการทำเด็กหลอด แก้วหรือไม่?

        จากรายงานทั่วโลกผลสำเร็จที่ใช้การตั้งครรภ์ เป็นเครื่องชี้วัด ไม่มีความแตกต่างกัน และไม่ได้ช่วย ให้ความสำเร็จในการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นถ้านำไป เปรียบเทียบกับคู่สมรสที่ทำการรักษาโดยการทำ IVF หรือ ICSI ที่ไม่มีข้อบ่งชี้ในการทำ PGD แต่ดังที่กล่าว แล้วว่าในคู่สมรสบางรายที่โอกาสมีตัวอ่อนผิดปกติสูง ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ในการทำ PGD ดังกล่าวข้างต้น การทำ การวินิจฉัยโดยวิธีก่อนใส่กลับตัวอ่อนที่ปกติเข้าโพรง มดลูก น่าจะเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสของการตั้ง ครรภ์ด้วย ซึ่งกำลังมีการติดตามข้อมูลนี้อยู่









ที่มา  http://www.vichaiyut.co.th/html/jul/36-2550/p108-111.asp

  
 
น้ำสไปรท์เจ้าเครื่องดื่มนี้สามารถช่วยในการซักผ้าให้ขาวได้ด้วยนะโดยการนำผ้า ขาวที่ต้องการจะซักแช่ลงในน้ำสไปรท์และผสมผงซักฟอกลงไปตามความเหมาะสมของ ปริมาณผ้าโดยใช้อัตราส่วนสไปรท์1 ขวดต่อเสื้อประมาณ2 ตัวโดยเราแช่ทิ้งไว้ทั้งคืนตอนเช้าเราก็มาซักทำความสะอาดเสื้อของเราตามปกติ เราจะเห็นได้ว่าเสื้อผ้าที่เคยหมองไม่สดใสกลับมาขาวสดใสอีกครั้ง
 
 
เสื้อผ้ารอยเปื้อนสนิมเหล็กใช้เกลือและบีบมะนาวลงบนรอยเปื้อนแล้วนำไปซักด้วยวิธีธรรมดาตากแดดจัด
 
ผ้าขึ้นรา (เล็กน้อย) นำผ้าไปซักในน้ำสบู่ร้อนๆหรือบีบมะนาวลงไปตรงที่มีราขึ้นแล้วแช่ผ้าไว้ในผงซักฟอกสักครู่แล้วจึงซักผ้าตามปกติ
 
คราบเหงื่อไคลติดบนผ้าซักด้วยน้ำผสมน้ำส้มสายชูเล็กน้อยหรือน้ำมะนาวละลายยาแก้ปวด2 เม็ดลงในน้ำแช่ผ้าไว้สักครู่จึงค่อยซักตามปกติ
 
 
ขอบ ยางประตูตู้เย็นมีราขึ้นจะมีวิธีลบราออกได้โดยใช้ผ้าชุบน้ำส้มสายชูแล้วนำไป ถูตรงขอบยางประตูตู้เย็นที่เป็นราราก็ออกไปได้โดยง่ายดาย
วิธี การทำความสะอาดพื้นบ้านไม้ให้เงางามอยู่เสมอคือให้ผสมน้ำส้มสายชูครึ่งถ้วย ต่อน้ำ8 ลิตรจะช่วยขจัดเศษฝุ่นละอองและพื้นก็เป็นเงางามอีกด้วย
 
คราบ ไคลบนคอเสื้อ ลองใช้น้ำอุ่นผสมแอมโมเนียในอัตราส่วนแอมโมเนีย 1 ช้อน ต่อน้ำอุ่นๆ เพียงขันเดียว ถูไปมาคราบสกปรกจะหลุดออกอย่าง่ายดาย เมื่อคุณนำไปผึ่งจนแห้งคอเสื้อของคุณจะปราศจากคราบไคลฝังแน่นอีกต่อไป
 
 
 
รอย ไหม้บนชุดโปรด เพียงคุณผ่าหัวหอมครึ่งหัวไปถูรอยไหม้หลายๆ ครั้งแล้วใช้น้ำเช็ดๆ รอยไหม้นั้นก็จะหายไปเพราะว่าหัวหอมจะมีสารละลายที่สามารถกัดรอยไหม้บนผ้า โดยไม่ทำให้ผ้าเปื่อยหรือขาดสียหายจนต้องทิ้งไป
 
เมื่อ เสื้อขาวๆ เริ่มเหลือง ให้คุณนำสารส้มผสมลงไปในน้ำแช่เสื้อผ้าสักพักหนึ่งแล้วขยี้ดูเพียงเท่านี้ ท่านก็จะได้เสื้อขาวตัวเดิมกลับมาภายในพริบตาโดยไม่ต้องต้มหรือใช้น้ำยาราคา แพง

เคล็ดลับน่ารู้คู่บ้าน และครอบครัว


  
 
น้ำสไปรท์เจ้าเครื่องดื่มนี้สามารถช่วยในการซักผ้าให้ขาวได้ด้วยนะโดยการนำผ้า ขาวที่ต้องการจะซักแช่ลงในน้ำสไปรท์และผสมผงซักฟอกลงไปตามความเหมาะสมของ ปริมาณผ้าโดยใช้อัตราส่วนสไปรท์1 ขวดต่อเสื้อประมาณ2 ตัวโดยเราแช่ทิ้งไว้ทั้งคืนตอนเช้าเราก็มาซักทำความสะอาดเสื้อของเราตามปกติ เราจะเห็นได้ว่าเสื้อผ้าที่เคยหมองไม่สดใสกลับมาขาวสดใสอีกครั้ง
 
 
เสื้อผ้ารอยเปื้อนสนิมเหล็กใช้เกลือและบีบมะนาวลงบนรอยเปื้อนแล้วนำไปซักด้วยวิธีธรรมดาตากแดดจัด
 
ผ้าขึ้นรา (เล็กน้อย) นำผ้าไปซักในน้ำสบู่ร้อนๆหรือบีบมะนาวลงไปตรงที่มีราขึ้นแล้วแช่ผ้าไว้ในผงซักฟอกสักครู่แล้วจึงซักผ้าตามปกติ
 
คราบเหงื่อไคลติดบนผ้าซักด้วยน้ำผสมน้ำส้มสายชูเล็กน้อยหรือน้ำมะนาวละลายยาแก้ปวด2 เม็ดลงในน้ำแช่ผ้าไว้สักครู่จึงค่อยซักตามปกติ
 
 
ขอบ ยางประตูตู้เย็นมีราขึ้นจะมีวิธีลบราออกได้โดยใช้ผ้าชุบน้ำส้มสายชูแล้วนำไป ถูตรงขอบยางประตูตู้เย็นที่เป็นราราก็ออกไปได้โดยง่ายดาย
วิธี การทำความสะอาดพื้นบ้านไม้ให้เงางามอยู่เสมอคือให้ผสมน้ำส้มสายชูครึ่งถ้วย ต่อน้ำ8 ลิตรจะช่วยขจัดเศษฝุ่นละอองและพื้นก็เป็นเงางามอีกด้วย
 
คราบ ไคลบนคอเสื้อ ลองใช้น้ำอุ่นผสมแอมโมเนียในอัตราส่วนแอมโมเนีย 1 ช้อน ต่อน้ำอุ่นๆ เพียงขันเดียว ถูไปมาคราบสกปรกจะหลุดออกอย่าง่ายดาย เมื่อคุณนำไปผึ่งจนแห้งคอเสื้อของคุณจะปราศจากคราบไคลฝังแน่นอีกต่อไป
 
 
 
รอย ไหม้บนชุดโปรด เพียงคุณผ่าหัวหอมครึ่งหัวไปถูรอยไหม้หลายๆ ครั้งแล้วใช้น้ำเช็ดๆ รอยไหม้นั้นก็จะหายไปเพราะว่าหัวหอมจะมีสารละลายที่สามารถกัดรอยไหม้บนผ้า โดยไม่ทำให้ผ้าเปื่อยหรือขาดสียหายจนต้องทิ้งไป
 
เมื่อ เสื้อขาวๆ เริ่มเหลือง ให้คุณนำสารส้มผสมลงไปในน้ำแช่เสื้อผ้าสักพักหนึ่งแล้วขยี้ดูเพียงเท่านี้ ท่านก็จะได้เสื้อขาวตัวเดิมกลับมาภายในพริบตาโดยไม่ต้องต้มหรือใช้น้ำยาราคา แพง


ทำงานเกิน 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อันตรายต่อสุขภาพ
   
       วันนี้ขอนำอีกหนึ่งการสำรวจจากซีกโลกตะวันตกมาฝากท่านผู้อ่านกันค่ะ ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับท่านผู้อ่านของ Life & Family โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่วัยกลางคนที่กำลังเร่งทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่ออนาคตที่ ดีของเจ้าตัวเล็ก
     
       เนื่องจากมีการศึกษาพบว่า การทำงานติดต่อกันนานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวันเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้มากถึง 40 - 80 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว และจากการสำรวจเฉพาะในประเทศอังกฤษประเทศเดียว (เมื่อปีที่ผ่านมา) ก็พบว่า การทำงานเกินวันละ 11 ชั่วโมงนั้นเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจถึง 67 เปอร์เซ็นต์ แถมด้วยโรคความจำเสื่อมอีกโรคหนึ่งด้วย
     
       โดยนักวิจัยเชื่อว่า สาเหตุที่ทำให้ความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจเพิ่มสูงนั้น เป็นเพราะรูปแบบการใช้ชีวิตที่ถูกจำกัดอิสรภาพ เช่น การนั่งทำงานอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม ทึบ ๆ อึดอัด ๆ กับงานตรงหน้าที่ต้องทำให้เสร็จทันเวลา ทำให้พนักงานอาจเกิดความเครียด แถมเมื่อมีงานมาก ก็ไม่อาจลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายได้ พนักงานบางคนจึงหันไปรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดประเภทที่ถือง่าย ๆ ด้วยมือเดียว อีกมือหนึ่งก็ทำงานต่อไป แต่อาหารเหล่านั้นก็แคลอรี่สูง มีแต่แป้งและไขมันเป็นหลัก ไม่มีผักใบเขียวให้รับประทานมากนัก หรือหากเป็นพนักงานออฟฟิศของไทย บางคนที่ไม่สามารถลุกจากโต๊ะทำงานไปรับประทานมื้อเที่ยงได้ต้องฝากคนอื่น ซื้อข้าวกล่องมาให้ ก็มักเป็นข้าวกล่องที่ไม่มีคุณภาพ หรือไม่ถูกสุขลักษณะนัก ฯลฯ ทั้งหมดนี้รวมกันจึงกลายเป็นความเสี่ยงที่ร่างกายต้องแบกรับ แลกกับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นไม่เท่าไร
     
       นอกจากนั้น ในบางประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ เช่น ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป การทำงานล่วงเวลายังมีด้านเศร้าแฝงอยู่อีกด้วย เพราะมีการสำรวจพบว่า มนุษย์เงินเดือนบางส่วนในประเทศเหล่านั้นจำใจทำงานล่วงเวลา แม้ไม่ได้รับค่าจ้าง เหตุผลก็คือ พวกเขาต้องการรักษา "ตำแหน่งงาน" ของตนเอาไว้เท่านั้นเอง
     
       สำหรับการศึกษานี้ได้นำผลการศึกษาของกลุ่มตัวอย่าง 22,000 คนจาก 7 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ก และเนเธอร์แลนด์ มาเปรียบเทียบข้อมูลกัน ซึ่งนักวิจัยพบว่า คนที่ทำงานมากชั่วโมงที่สุดมีโอกาส 40 - 80 เปอร์เซ็นต์ที่จะป่วยด้วยโรคหัวใจเมื่อเทียบกับเพื่อนพนักงานที่ทำงานน้อย ชั่วโมงกว่า
     
       จากรายงานของการศึกษาครั้งนี้ ดร. Marianna Virtanen สรุปไว้ว่า มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจได้ เช่น การเกิดความเครียด พฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ขาดการเคลื่อนไหวออกกำลังกาย เพราะมีเวลาพักจำกัด
     
       นอกจากนั้น ในปี 2009 ทีมวิจัยทีมเดียวกันนี้ยังพบหลักฐานที่เกี่ยวโยงระหว่างการทำงานมากจนเกินไป กับการเกิดโรคความจำเสื่อมในเวลาต่อมาด้วย โดยพบว่าคนวัยทำงานทั่วไปที่ทำงานเกิน 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์นั้น ประสิทธิภาพการทำงานของสมองจะลดลงเมื่อเทียบกับคนที่ทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
     
       มนุษย์เงินเดือนที่มักมีการทำงานล่วงเวลาบ่อย ๆ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ กลุ่มพนักงานบัญชี สำนักงานบัญชีหลายแห่งทีเดียวที่ขังพนักงานเอาไว้ในกล่องที่ชื่อว่าออฟฟิศ ทำงานกันไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน หากเข็มนาฬิกายังไม่เดินไปถึงเลข 9 (สามทุ่ม) ใครย่างเท้าออกนอกออฟฟิศแทบจะกลายเป็นแกะดำ วัฒนธรรมองค์กรเหล่านี้ ต่อให้มีค่าล่วงเวลางาม ๆ มาล่อใจแค่ไหน ก็ไม่คุ้มค่ากับสุขภาพที่เสียไปแน่นอนค่ะ
     
       สำหรับงานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ใน the American Journal of Epidemiology
     
       เรียบเรียงจากเดลิเมล

ทำงานเกิน 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อันตรายต่อสุขภาพ



ทำงานเกิน 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อันตรายต่อสุขภาพ
   
       วันนี้ขอนำอีกหนึ่งการสำรวจจากซีกโลกตะวันตกมาฝากท่านผู้อ่านกันค่ะ ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับท่านผู้อ่านของ Life & Family โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่วัยกลางคนที่กำลังเร่งทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่ออนาคตที่ ดีของเจ้าตัวเล็ก
     
       เนื่องจากมีการศึกษาพบว่า การทำงานติดต่อกันนานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวันเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้มากถึง 40 - 80 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว และจากการสำรวจเฉพาะในประเทศอังกฤษประเทศเดียว (เมื่อปีที่ผ่านมา) ก็พบว่า การทำงานเกินวันละ 11 ชั่วโมงนั้นเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจถึง 67 เปอร์เซ็นต์ แถมด้วยโรคความจำเสื่อมอีกโรคหนึ่งด้วย
     
       โดยนักวิจัยเชื่อว่า สาเหตุที่ทำให้ความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจเพิ่มสูงนั้น เป็นเพราะรูปแบบการใช้ชีวิตที่ถูกจำกัดอิสรภาพ เช่น การนั่งทำงานอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม ทึบ ๆ อึดอัด ๆ กับงานตรงหน้าที่ต้องทำให้เสร็จทันเวลา ทำให้พนักงานอาจเกิดความเครียด แถมเมื่อมีงานมาก ก็ไม่อาจลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายได้ พนักงานบางคนจึงหันไปรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดประเภทที่ถือง่าย ๆ ด้วยมือเดียว อีกมือหนึ่งก็ทำงานต่อไป แต่อาหารเหล่านั้นก็แคลอรี่สูง มีแต่แป้งและไขมันเป็นหลัก ไม่มีผักใบเขียวให้รับประทานมากนัก หรือหากเป็นพนักงานออฟฟิศของไทย บางคนที่ไม่สามารถลุกจากโต๊ะทำงานไปรับประทานมื้อเที่ยงได้ต้องฝากคนอื่น ซื้อข้าวกล่องมาให้ ก็มักเป็นข้าวกล่องที่ไม่มีคุณภาพ หรือไม่ถูกสุขลักษณะนัก ฯลฯ ทั้งหมดนี้รวมกันจึงกลายเป็นความเสี่ยงที่ร่างกายต้องแบกรับ แลกกับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นไม่เท่าไร
     
       นอกจากนั้น ในบางประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ เช่น ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป การทำงานล่วงเวลายังมีด้านเศร้าแฝงอยู่อีกด้วย เพราะมีการสำรวจพบว่า มนุษย์เงินเดือนบางส่วนในประเทศเหล่านั้นจำใจทำงานล่วงเวลา แม้ไม่ได้รับค่าจ้าง เหตุผลก็คือ พวกเขาต้องการรักษา "ตำแหน่งงาน" ของตนเอาไว้เท่านั้นเอง
     
       สำหรับการศึกษานี้ได้นำผลการศึกษาของกลุ่มตัวอย่าง 22,000 คนจาก 7 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ก และเนเธอร์แลนด์ มาเปรียบเทียบข้อมูลกัน ซึ่งนักวิจัยพบว่า คนที่ทำงานมากชั่วโมงที่สุดมีโอกาส 40 - 80 เปอร์เซ็นต์ที่จะป่วยด้วยโรคหัวใจเมื่อเทียบกับเพื่อนพนักงานที่ทำงานน้อย ชั่วโมงกว่า
     
       จากรายงานของการศึกษาครั้งนี้ ดร. Marianna Virtanen สรุปไว้ว่า มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจได้ เช่น การเกิดความเครียด พฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ขาดการเคลื่อนไหวออกกำลังกาย เพราะมีเวลาพักจำกัด
     
       นอกจากนั้น ในปี 2009 ทีมวิจัยทีมเดียวกันนี้ยังพบหลักฐานที่เกี่ยวโยงระหว่างการทำงานมากจนเกินไป กับการเกิดโรคความจำเสื่อมในเวลาต่อมาด้วย โดยพบว่าคนวัยทำงานทั่วไปที่ทำงานเกิน 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์นั้น ประสิทธิภาพการทำงานของสมองจะลดลงเมื่อเทียบกับคนที่ทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
     
       มนุษย์เงินเดือนที่มักมีการทำงานล่วงเวลาบ่อย ๆ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ กลุ่มพนักงานบัญชี สำนักงานบัญชีหลายแห่งทีเดียวที่ขังพนักงานเอาไว้ในกล่องที่ชื่อว่าออฟฟิศ ทำงานกันไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน หากเข็มนาฬิกายังไม่เดินไปถึงเลข 9 (สามทุ่ม) ใครย่างเท้าออกนอกออฟฟิศแทบจะกลายเป็นแกะดำ วัฒนธรรมองค์กรเหล่านี้ ต่อให้มีค่าล่วงเวลางาม ๆ มาล่อใจแค่ไหน ก็ไม่คุ้มค่ากับสุขภาพที่เสียไปแน่นอนค่ะ
     
       สำหรับงานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ใน the American Journal of Epidemiology
     
       เรียบเรียงจากเดลิเมล
เรื่องความสวยความงามกับวัยรุ่นเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะแฟชั่นการทำสีผม ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มวัยรุ่น โดยจะสังเกตได้จากการที่ผลิตภัณฑ์ทำสีผมยี่ห้อต่าง ๆ แข่งกันปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อออกมาเอาใจลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบน้ำหรือแบบโฟม ที่เห็นผลทันทีหลังการทำสีผม อย่างไรก็ตามแม้ว่าการทำสีผมนั้นจะช่วยเสริมบุคลิกให้ดูดี แต่ก็สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ทำสีผมได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งหนังศีรษะ โรคภูมิแพ้ หรือแม้แต่โรคผมร่วง ฯลฯ


การ ทำสีผมบ่อย ๆ นั้นอาจทำให้เส้นผมที่ผ่านสารเคมีนั้นไม่แข็งแรงหลุดร่วงได้ง่าย และยังทำให้เกิดอันตรายต่อใบหน้าหรือระคายเคืองต่อหนังศีรษะส่งผลให้ผิวหนัง เป็นแผลได้ รวมทั้งก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้โรคหนังศีรษะแห้งและที่สำคัญอาจทำให้เป็นโรค มะเร็งหนังศีรษะได้ 


เนื่องจากในน้ำยาย้อมผมนั้นประกอบด้วยสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรดและด่าง 5 ตัวหลัก ๆ ด้วยกัน เช่น 

             สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไชด์ ซึ่ง เป็นสารฟอกสีผมและฆ่าเชื้อโรค จึงมีฤทธิ์ในการทำลายเส้นผมกัดสีผมและหนังศีรษะ ก่อให้เกิดอาการอักเสบและระคายเคืองต่อหนังศีรษะ ตลอดจนทำให้เส้นผมแห้งเสียได้

             สารฟีนิลินไดอะมี หรือ สีย้อมผมชนิดถาวรนั้นเป็นสารเคมีอันตราย เมื่อดูดซึมเข้าสู่หนังศีรษะแล้ว อาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง และหากสะสมอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งหนังศีรษะได้

             แอมโมเนีย ซึ่ง เป็นตัวช่วยให้สีย้อมผมติดผมนั้น ขณะเดียวกันสารดังกล่าวยังมีฤทธิ์เป็นกรดและด่าง ที่สามารถกัดเส้นผมและหนังศีรษะได้ จึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผมเสียผมร่วง และทำให้รากผมอ่อนแอลง หรือ 

             สารซิลเวอร์ไนเตรต ซึ่ง เป็นสารเคมีที่มีคุณสมบัติในการปกปิดผมขาว โดยตัวสารนี้เมื่ออยู่บนหนังศีรษะ จะทำปฏิกิริยากับอากาศแล้วเปลี่ยนให้เส้นผมกลายเป็นสีดำ ซึ่งสารตัวดังกล่าวมีคุณสมบัติที่ทำให้เกิดการระคาย หากเข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้ และสารตัวสุดท้ายอย่าง 

             เลดอะซีเตด ซึ่ง เป็นสารตะกั่วที่ใช้ในครีมปกปิดผมขาว ชนิดที่ไม่ต้องล้างออก เช่นเดียวกับสารซิลเวอร์ไนเตรต และเนื่องจากสารตะกั่วนี้มีคุณสมบัติคล้ายกับสารตะกั่วที่ผสมในน้ำมันในอดีต ดังนั้นหากสะสมในร่างกาย อาจทำลายสมองและประสาทสัมผัสได้ ที่สำคัญสารนี้ยังจัดอยู่ในสารก่อมะเร็งด้วยเช่นกัน



อย่าง ไรก็ตามสารเคมีที่ประกอบอยู่ในน้ำยายืดผมและดัดผมนั้น สามารถก่อให้เกิดอันตรายกับหนังศีรษะได้เช่นเดียวกันกับน้ำยาย้อมสีผม เพราะส่วนผสมที่ใช้นั้นจะคล้ายคลึงกัน ประกอบกับการดัดหรือยืดผมนั้นต้องใช้ความร้อนร่วมด้วย จึงทำให้เส้นผมอ่อนแอและเปราะบางลงได้ เช่นเดียวกับการทำสีผมนั่นเอง

พร้อม กันนี้ ยาย้อมสีผมที่อยู่ในรูปของน้ำกับยาย้อมสีผมที่มีลักษณะเป็นโฟมที่ออกใหม่ล่า สุด และเห็นผลทันทีหลังการทำสีผมนั้น สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อหนังศีรษะได้เท่า ๆ กัน แต่ตัวที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อหนังศีรษะน้อยที่สุดนั้น เป็นน้ำยาย้อมสีผมที่อยู่ในรูปแบบโฟม เนื่องจากมีส่วนประกอบของสารเคมีน้อยกว่าน้ำยาย้อมสีผมที่อยู่ในรูปแบบน้ำ และขั้นตอนในการหมักผมนั้นใช้เวลาน้อยกว่ายาย้อมสีผมรูปแบบเดิม ๆ 

           ดังนั้น จึงทำเส้นผมผ่านสารเคมีน้อยลง จึงทำให้โอกาสเกิดสารตกค้างบนเส้นผมและหนังศีรษะ น้อยลงกว่ายาย้อมสีผมที่อยู่ในรูปของน้ำนั่นเองถึงแม้ว่าการย้อมสีผมนั้นจะ ส่งเสียผลต่อสุขภาพ แต่ก็มีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีผมหงอกก่อนวัย หรือผมหงอกเป็นบางบริเวณจากการถูกสัตว์กัดหรือต่อย และยังช่วยปรับบุคลิกให้ดูดีได้ด้วย 

           คุณหมอได้มีข้อแนะนำสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องทำสีผมว่าอันดับแรก ควรเลือกน้ำยาย้อมสีผมที่ไม่มีอันตรายรุนแรงเช่น ไม่มีส่วนผสมของเกลือ หรือสารเคมีที่อันตรายอย่างสารตะกั่ว และปรอทเป็นส่วนประกอบหลัก และควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากได้รับการอนุญาตจาก อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) หรือควรเลือกซื้อตามร้านจำหน่ายที่สะอาดและปลอดภัยไว้ใจได้ และที่สำคัญไม่ควรย้อมสีผมบ่อยเกินปีละ 9 ครั้ง เพราะมีการวิจัยแล้วว่าอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ ส่วนผู้ที่ไม่แนะนำให้ทำสีผมนั้น เป็นกลุ่มของผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ หรือผู้ที่เป็นมะเร็งอยู่แล้ว 

           อย่างไรก็ตาม คุณหมอกล่าวว่า ควรหลีกเหลี่ยงหรือทำสีผมให้น้อยที่สุด เพราะจะส่งผลดีต่อสุขภาพเส้นผม และที่สำคัญควรดูแลเส้นผมไปพร้อม ๆ กับการบำรุงจึงจะดีที่สุด เพราะวิธีนี้จะช่วยให้เส้นผมอยู่คู่กับหนังศีรษะของเราได้ตลอดไป

ทำสีผม เสี่ยงต่อโรคมะเร็งหนังศีรษะ

เรื่องความสวยความงามกับวัยรุ่นเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะแฟชั่นการทำสีผม ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มวัยรุ่น โดยจะสังเกตได้จากการที่ผลิตภัณฑ์ทำสีผมยี่ห้อต่าง ๆ แข่งกันปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อออกมาเอาใจลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบน้ำหรือแบบโฟม ที่เห็นผลทันทีหลังการทำสีผม อย่างไรก็ตามแม้ว่าการทำสีผมนั้นจะช่วยเสริมบุคลิกให้ดูดี แต่ก็สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ทำสีผมได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งหนังศีรษะ โรคภูมิแพ้ หรือแม้แต่โรคผมร่วง ฯลฯ


การ ทำสีผมบ่อย ๆ นั้นอาจทำให้เส้นผมที่ผ่านสารเคมีนั้นไม่แข็งแรงหลุดร่วงได้ง่าย และยังทำให้เกิดอันตรายต่อใบหน้าหรือระคายเคืองต่อหนังศีรษะส่งผลให้ผิวหนัง เป็นแผลได้ รวมทั้งก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้โรคหนังศีรษะแห้งและที่สำคัญอาจทำให้เป็นโรค มะเร็งหนังศีรษะได้ 


เนื่องจากในน้ำยาย้อมผมนั้นประกอบด้วยสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรดและด่าง 5 ตัวหลัก ๆ ด้วยกัน เช่น 

             สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไชด์ ซึ่ง เป็นสารฟอกสีผมและฆ่าเชื้อโรค จึงมีฤทธิ์ในการทำลายเส้นผมกัดสีผมและหนังศีรษะ ก่อให้เกิดอาการอักเสบและระคายเคืองต่อหนังศีรษะ ตลอดจนทำให้เส้นผมแห้งเสียได้

             สารฟีนิลินไดอะมี หรือ สีย้อมผมชนิดถาวรนั้นเป็นสารเคมีอันตราย เมื่อดูดซึมเข้าสู่หนังศีรษะแล้ว อาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง และหากสะสมอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งหนังศีรษะได้

             แอมโมเนีย ซึ่ง เป็นตัวช่วยให้สีย้อมผมติดผมนั้น ขณะเดียวกันสารดังกล่าวยังมีฤทธิ์เป็นกรดและด่าง ที่สามารถกัดเส้นผมและหนังศีรษะได้ จึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผมเสียผมร่วง และทำให้รากผมอ่อนแอลง หรือ 

             สารซิลเวอร์ไนเตรต ซึ่ง เป็นสารเคมีที่มีคุณสมบัติในการปกปิดผมขาว โดยตัวสารนี้เมื่ออยู่บนหนังศีรษะ จะทำปฏิกิริยากับอากาศแล้วเปลี่ยนให้เส้นผมกลายเป็นสีดำ ซึ่งสารตัวดังกล่าวมีคุณสมบัติที่ทำให้เกิดการระคาย หากเข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้ และสารตัวสุดท้ายอย่าง 

             เลดอะซีเตด ซึ่ง เป็นสารตะกั่วที่ใช้ในครีมปกปิดผมขาว ชนิดที่ไม่ต้องล้างออก เช่นเดียวกับสารซิลเวอร์ไนเตรต และเนื่องจากสารตะกั่วนี้มีคุณสมบัติคล้ายกับสารตะกั่วที่ผสมในน้ำมันในอดีต ดังนั้นหากสะสมในร่างกาย อาจทำลายสมองและประสาทสัมผัสได้ ที่สำคัญสารนี้ยังจัดอยู่ในสารก่อมะเร็งด้วยเช่นกัน



อย่าง ไรก็ตามสารเคมีที่ประกอบอยู่ในน้ำยายืดผมและดัดผมนั้น สามารถก่อให้เกิดอันตรายกับหนังศีรษะได้เช่นเดียวกันกับน้ำยาย้อมสีผม เพราะส่วนผสมที่ใช้นั้นจะคล้ายคลึงกัน ประกอบกับการดัดหรือยืดผมนั้นต้องใช้ความร้อนร่วมด้วย จึงทำให้เส้นผมอ่อนแอและเปราะบางลงได้ เช่นเดียวกับการทำสีผมนั่นเอง

พร้อม กันนี้ ยาย้อมสีผมที่อยู่ในรูปของน้ำกับยาย้อมสีผมที่มีลักษณะเป็นโฟมที่ออกใหม่ล่า สุด และเห็นผลทันทีหลังการทำสีผมนั้น สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อหนังศีรษะได้เท่า ๆ กัน แต่ตัวที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อหนังศีรษะน้อยที่สุดนั้น เป็นน้ำยาย้อมสีผมที่อยู่ในรูปแบบโฟม เนื่องจากมีส่วนประกอบของสารเคมีน้อยกว่าน้ำยาย้อมสีผมที่อยู่ในรูปแบบน้ำ และขั้นตอนในการหมักผมนั้นใช้เวลาน้อยกว่ายาย้อมสีผมรูปแบบเดิม ๆ 

           ดังนั้น จึงทำเส้นผมผ่านสารเคมีน้อยลง จึงทำให้โอกาสเกิดสารตกค้างบนเส้นผมและหนังศีรษะ น้อยลงกว่ายาย้อมสีผมที่อยู่ในรูปของน้ำนั่นเองถึงแม้ว่าการย้อมสีผมนั้นจะ ส่งเสียผลต่อสุขภาพ แต่ก็มีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีผมหงอกก่อนวัย หรือผมหงอกเป็นบางบริเวณจากการถูกสัตว์กัดหรือต่อย และยังช่วยปรับบุคลิกให้ดูดีได้ด้วย 

           คุณหมอได้มีข้อแนะนำสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องทำสีผมว่าอันดับแรก ควรเลือกน้ำยาย้อมสีผมที่ไม่มีอันตรายรุนแรงเช่น ไม่มีส่วนผสมของเกลือ หรือสารเคมีที่อันตรายอย่างสารตะกั่ว และปรอทเป็นส่วนประกอบหลัก และควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากได้รับการอนุญาตจาก อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) หรือควรเลือกซื้อตามร้านจำหน่ายที่สะอาดและปลอดภัยไว้ใจได้ และที่สำคัญไม่ควรย้อมสีผมบ่อยเกินปีละ 9 ครั้ง เพราะมีการวิจัยแล้วว่าอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ ส่วนผู้ที่ไม่แนะนำให้ทำสีผมนั้น เป็นกลุ่มของผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ หรือผู้ที่เป็นมะเร็งอยู่แล้ว 

           อย่างไรก็ตาม คุณหมอกล่าวว่า ควรหลีกเหลี่ยงหรือทำสีผมให้น้อยที่สุด เพราะจะส่งผลดีต่อสุขภาพเส้นผม และที่สำคัญควรดูแลเส้นผมไปพร้อม ๆ กับการบำรุงจึงจะดีที่สุด เพราะวิธีนี้จะช่วยให้เส้นผมอยู่คู่กับหนังศีรษะของเราได้ตลอดไป

        ช่วงนี้กระแสนิยมของ “คนรักสุขภาพ” กำลังมาแรง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบ 25 นาที หรือแม้กระทั่งการกินอาหารแบบคลีนๆ (Clean Food) ที่หลายคนรู้จักและเรียกกันจนติดปาก
 
          อ.สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ และผู้จัดการโครงการโภชนาการสมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อธิบายว่า “คลีนฟู้ด” (Clean Food) เป็นคำเรียกที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนได้เกิดความตระหนักว่า “การ กินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ มีความปลอดภัย ไม่มีสารปนเปื้อน และกินอย่างเพียงพอ ครบ 5 หมู่ ควบคู่กับการออกกำลังกาย คือ การนำมาซึ่งสุขภาพที่ดี เพราะการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงอาหารการกินนั้นไม่เป็น ผล”

          “อย่างที่บอกย้ำเสมอว่า การกินอาหารควบคู่กับการออกกำลังกาย บวกกับการควบคุมอารมณ์ ไม่หมกมุ่น ไม่เกิดความกังวล หาทางสลัดความเครียดออกจากตัวเองให้เร็ว เลี่ยงเหล้าและบุหรี่ตามหลัก 3 อ 2 ส (อาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่) คือสิ่งที่ทุกคนที่รักสุขภาพจะต้องยึดเหนี่ยว”
  
          สำหรับคลีนฟู้ด อ.สง่าบอกว่า มีความหมายอยู่ 2 นัยยะ คือ “อาหารที่ไม่ปนเปื้อน” หมายถึง กินเข้าไปแล้ว มีประโยชน์และไม่เป็นพิษต่อร่างกาย ซึ่งการปนปื้อนก็มีอยู่ 3 ทางด้วยกัน คือ “ปนเปื้อนเชื้อโรค” มีเชื้อจุลินทรีย์เข้าไปปะปนในอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ไม่สุก อาหารที่ค้างคืน มีแมลงวันตอม ปรุงไม่สะอาด ก็นำมาซึ่งอาการท้องเดินได้ ต่อมา “ปนเปื้อนจากพยาธิ” เช่น การกินอาหารที่สุกๆ ดิบๆ การกินอาหารที่ไม่ระมัดระวังเรื่องความสะอาดก็มีการปนเปื้อนพยาธิได้ และสุดท้าย “ปนเปื้อนสารเคมี” เช่น กินผักที่ไม่ได้ล้างหรือล้างไม่สะอาด มียาฆ่าแมลงปะปนอยู่ อาหารที่ใส่สีแต่ไม่ใช่สีผสมอาหาร อาหารที่มีพิษ เช่น เห็ดพิษ น้ำมันทอดซ้ำ ถั่วลิสงที่มีอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) เป็นต้น

          “ส่วนนัยยะที่สอง คือ "อาหารที่ถูกหลักโภชนาการ" อาจารย์ จึงอยากจะยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า การตั้งคำถามว่าเราจะกินอาหารอย่างไรให้ครบ 5 หมู่ และต้องกินให้ได้สัดส่วน ปริมาณที่เพียงพอไม่มากน้อยจนเกินไป รวมถึงมีความหลากหลาย เลี่ยงอาหารหวานจัด เค็มจัด มันจัด สุดท้ายกินผักผลไม้ให้มาก ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงคือ การกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการในแบบที่ตรงกับคำว่าคลีนฟู้ด เพราะฉะนั้นคำว่าคลีนฟู้ดก็คือ คำว่า อาหารปลอดภัยไม่ปนเปื้อน อาหารถูกหลักโภชนาการนั่นเอง”

          ทำความเข้าใจเรื่อง “อาหารถูกหลักโภชนาการ”
          อาจารย์สง่าบอกเพิ่มเติมว่า คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจคำว่าอาหาร 5 หมู่ เพียงแค่พูดกันจนติดปาก ซึ่งหากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือการคำนึงถึงสิ่งที่เราจะกินในแต่ละมื้อ หมู่ที่ 1 เนื้อสัตว์ มีโปรตีน หมู่ที่ 2 ข้าว แป้ง คาร์โบไฮเดรต หมู่ที่ 3 เกลือแร่และแร่ธาตุ หมู่ที่ 4 ผักผลไม้ที่มีวิตามิน และหมู่ที่ 5 ไขมัน คนมักจะท่องแล้วก็จบไม่ได้สังเกตว่าเรากินแต่ละมื้อครบหรือเปล่า...

         “มีวิธีสังเกตง่ายนิดเดียว ยกตัวอย่างเช่น เรากินก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม แล้วก็กินส้มเขียวหวาน 1 ลูก  เราได้คาร์โบไฮเดรตจากเส้นก๋วยเตี๋ยว โปรตีนจากลูกชิ้นหรือหมูสับ วิตามินแร่ธาตุจากผัก เช่น ถั่วงอกหรือผักอื่นๆ และไขมันจากกระเทียมเจียว สุดท้ายก็กินผลไม้ แต่ในทางตรงกันข้าม เวลาที่เร่งรีบกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลวกน้ำร้อนก็ได้แค่คาร์โบไฮเดรต หรือกาแฟกับปาท๋องโก๋ ก็ได้แค่ 2 หมู่ แป้งกับน้ำมัน เพราะฉะนั้นการกินอาหารหลัก 5 หมู่ ต้องกินครบให้ได้ทุกมื้อ ส่วนมากเราจะขาดผลไม้ ซึ่งถ้าเราขาดผลไม้ในอาหารมื้อหลัก เราก็อาจจะทดแทนในช่วงอาหารว่างบ้างก็ได้”

       แล้วจะกินอาหารก่อนหรือหลังออกกำลังกาย?
         ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเพิ่มเติมว่า ตามหลักแล้วถ้าเราจะออกกำลังกาย เราจะต้องไม่กินอาหารมื้อหนัก ล่วงหน้าประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง แต่ถ้ากินอาหารมื้อหนักไปแล้ว ห่างมาสัก 2- 3 ชั่วโมง ก็สามารถออกกำลังกายเบาๆ ได้ ในทางตรงกันข้ามถ้าเราออกกำลังกายเสร็จแล้วเราไปกินมื้อหนักเป็นโอกาสที่เรา จะอ้วนสูงมาก เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายในช่วงเช้าคือช่วงเวลาทีดีที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ยังไม่ได้รับประทานอาหาร เมื่อเราไปออกกำลังกายใช้พลังงานจะทำให้การเผาผลาญดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าออกกำลังกายช่วงเย็นไม่ดี คือสรุปแล้วให้เดินทางสายกลาง ถ้าสะดวกช่วงเช้าก็ออกกำลังกายช่วงเช้าตลอด หรือถ้าสะดวกช่วงเย็นก็ออกกำลังกายช่วงเย็น
 
          “ถ้าออกกำลังกายแล้วรู้สึกเพลียๆ แล้วโหย สำคัญที่สุดคือ การดื่มน้ำเปล่าสะอาด ไม่ใช่น้ำอัดลมหรือน้ำหวาน เพราะอุตส่าห์เบิร์นออกแล้วยังไปเอาพลังงานส่วนเกินเข้าไปอีกจะน่าเสียดาย มาก หรือถ้าเป็นเครื่องดื่มจะดื่มนมพร่องมันเนยรสจืดหรือนมรสธรรมชาติก็ได้ แต่ถ้าจะเป็นอาหารที่หนักขึ้นมาหน่อยแนะนำเป็นผลไม้ที่ไม่หวาน แต่ไม่แนะนำอาหารมื้อหนัก เพราะหลังออกกำลังกายมากินอาหารแล้วเข้านอน การเผาผลาญจะลดลงนั่นเอง” ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการกล่าว

          ไม่ว่ากระแสการออก กำลังกายหรือการกินอาหารแบบคลีนๆ ที่แพร่หลายในขณะนี้จะเป็นเพียงเรื่องฮิตที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็เป็นเรื่องน่ายินดีว่า “คนไทย” หันมาใส่ใจสุขภาพและดูแลเรื่องอาหารการกินเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง


          เรื่องโดย : ภาวิณี เทพคำราม Team Content www.thaihealth.or.th
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

คลีนฟู้ด อีกมิติของการกินเพื่อสุขภาพ


        ช่วงนี้กระแสนิยมของ “คนรักสุขภาพ” กำลังมาแรง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบ 25 นาที หรือแม้กระทั่งการกินอาหารแบบคลีนๆ (Clean Food) ที่หลายคนรู้จักและเรียกกันจนติดปาก
 
          อ.สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ และผู้จัดการโครงการโภชนาการสมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อธิบายว่า “คลีนฟู้ด” (Clean Food) เป็นคำเรียกที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนได้เกิดความตระหนักว่า “การ กินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ มีความปลอดภัย ไม่มีสารปนเปื้อน และกินอย่างเพียงพอ ครบ 5 หมู่ ควบคู่กับการออกกำลังกาย คือ การนำมาซึ่งสุขภาพที่ดี เพราะการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงอาหารการกินนั้นไม่เป็น ผล”

          “อย่างที่บอกย้ำเสมอว่า การกินอาหารควบคู่กับการออกกำลังกาย บวกกับการควบคุมอารมณ์ ไม่หมกมุ่น ไม่เกิดความกังวล หาทางสลัดความเครียดออกจากตัวเองให้เร็ว เลี่ยงเหล้าและบุหรี่ตามหลัก 3 อ 2 ส (อาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่) คือสิ่งที่ทุกคนที่รักสุขภาพจะต้องยึดเหนี่ยว”
  
          สำหรับคลีนฟู้ด อ.สง่าบอกว่า มีความหมายอยู่ 2 นัยยะ คือ “อาหารที่ไม่ปนเปื้อน” หมายถึง กินเข้าไปแล้ว มีประโยชน์และไม่เป็นพิษต่อร่างกาย ซึ่งการปนปื้อนก็มีอยู่ 3 ทางด้วยกัน คือ “ปนเปื้อนเชื้อโรค” มีเชื้อจุลินทรีย์เข้าไปปะปนในอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ไม่สุก อาหารที่ค้างคืน มีแมลงวันตอม ปรุงไม่สะอาด ก็นำมาซึ่งอาการท้องเดินได้ ต่อมา “ปนเปื้อนจากพยาธิ” เช่น การกินอาหารที่สุกๆ ดิบๆ การกินอาหารที่ไม่ระมัดระวังเรื่องความสะอาดก็มีการปนเปื้อนพยาธิได้ และสุดท้าย “ปนเปื้อนสารเคมี” เช่น กินผักที่ไม่ได้ล้างหรือล้างไม่สะอาด มียาฆ่าแมลงปะปนอยู่ อาหารที่ใส่สีแต่ไม่ใช่สีผสมอาหาร อาหารที่มีพิษ เช่น เห็ดพิษ น้ำมันทอดซ้ำ ถั่วลิสงที่มีอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) เป็นต้น

          “ส่วนนัยยะที่สอง คือ "อาหารที่ถูกหลักโภชนาการ" อาจารย์ จึงอยากจะยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า การตั้งคำถามว่าเราจะกินอาหารอย่างไรให้ครบ 5 หมู่ และต้องกินให้ได้สัดส่วน ปริมาณที่เพียงพอไม่มากน้อยจนเกินไป รวมถึงมีความหลากหลาย เลี่ยงอาหารหวานจัด เค็มจัด มันจัด สุดท้ายกินผักผลไม้ให้มาก ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงคือ การกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการในแบบที่ตรงกับคำว่าคลีนฟู้ด เพราะฉะนั้นคำว่าคลีนฟู้ดก็คือ คำว่า อาหารปลอดภัยไม่ปนเปื้อน อาหารถูกหลักโภชนาการนั่นเอง”

          ทำความเข้าใจเรื่อง “อาหารถูกหลักโภชนาการ”
          อาจารย์สง่าบอกเพิ่มเติมว่า คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจคำว่าอาหาร 5 หมู่ เพียงแค่พูดกันจนติดปาก ซึ่งหากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือการคำนึงถึงสิ่งที่เราจะกินในแต่ละมื้อ หมู่ที่ 1 เนื้อสัตว์ มีโปรตีน หมู่ที่ 2 ข้าว แป้ง คาร์โบไฮเดรต หมู่ที่ 3 เกลือแร่และแร่ธาตุ หมู่ที่ 4 ผักผลไม้ที่มีวิตามิน และหมู่ที่ 5 ไขมัน คนมักจะท่องแล้วก็จบไม่ได้สังเกตว่าเรากินแต่ละมื้อครบหรือเปล่า...

         “มีวิธีสังเกตง่ายนิดเดียว ยกตัวอย่างเช่น เรากินก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม แล้วก็กินส้มเขียวหวาน 1 ลูก  เราได้คาร์โบไฮเดรตจากเส้นก๋วยเตี๋ยว โปรตีนจากลูกชิ้นหรือหมูสับ วิตามินแร่ธาตุจากผัก เช่น ถั่วงอกหรือผักอื่นๆ และไขมันจากกระเทียมเจียว สุดท้ายก็กินผลไม้ แต่ในทางตรงกันข้าม เวลาที่เร่งรีบกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลวกน้ำร้อนก็ได้แค่คาร์โบไฮเดรต หรือกาแฟกับปาท๋องโก๋ ก็ได้แค่ 2 หมู่ แป้งกับน้ำมัน เพราะฉะนั้นการกินอาหารหลัก 5 หมู่ ต้องกินครบให้ได้ทุกมื้อ ส่วนมากเราจะขาดผลไม้ ซึ่งถ้าเราขาดผลไม้ในอาหารมื้อหลัก เราก็อาจจะทดแทนในช่วงอาหารว่างบ้างก็ได้”

       แล้วจะกินอาหารก่อนหรือหลังออกกำลังกาย?
         ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเพิ่มเติมว่า ตามหลักแล้วถ้าเราจะออกกำลังกาย เราจะต้องไม่กินอาหารมื้อหนัก ล่วงหน้าประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง แต่ถ้ากินอาหารมื้อหนักไปแล้ว ห่างมาสัก 2- 3 ชั่วโมง ก็สามารถออกกำลังกายเบาๆ ได้ ในทางตรงกันข้ามถ้าเราออกกำลังกายเสร็จแล้วเราไปกินมื้อหนักเป็นโอกาสที่เรา จะอ้วนสูงมาก เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายในช่วงเช้าคือช่วงเวลาทีดีที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ยังไม่ได้รับประทานอาหาร เมื่อเราไปออกกำลังกายใช้พลังงานจะทำให้การเผาผลาญดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าออกกำลังกายช่วงเย็นไม่ดี คือสรุปแล้วให้เดินทางสายกลาง ถ้าสะดวกช่วงเช้าก็ออกกำลังกายช่วงเช้าตลอด หรือถ้าสะดวกช่วงเย็นก็ออกกำลังกายช่วงเย็น
 
          “ถ้าออกกำลังกายแล้วรู้สึกเพลียๆ แล้วโหย สำคัญที่สุดคือ การดื่มน้ำเปล่าสะอาด ไม่ใช่น้ำอัดลมหรือน้ำหวาน เพราะอุตส่าห์เบิร์นออกแล้วยังไปเอาพลังงานส่วนเกินเข้าไปอีกจะน่าเสียดาย มาก หรือถ้าเป็นเครื่องดื่มจะดื่มนมพร่องมันเนยรสจืดหรือนมรสธรรมชาติก็ได้ แต่ถ้าจะเป็นอาหารที่หนักขึ้นมาหน่อยแนะนำเป็นผลไม้ที่ไม่หวาน แต่ไม่แนะนำอาหารมื้อหนัก เพราะหลังออกกำลังกายมากินอาหารแล้วเข้านอน การเผาผลาญจะลดลงนั่นเอง” ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการกล่าว

          ไม่ว่ากระแสการออก กำลังกายหรือการกินอาหารแบบคลีนๆ ที่แพร่หลายในขณะนี้จะเป็นเพียงเรื่องฮิตที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็เป็นเรื่องน่ายินดีว่า “คนไทย” หันมาใส่ใจสุขภาพและดูแลเรื่องอาหารการกินเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง


          เรื่องโดย : ภาวิณี เทพคำราม Team Content www.thaihealth.or.th
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

       ในหมู่ของคนรักสุขภาพเดี๋ยวนี้ มักจะพูดถึงการกินคลีน อยู่เสมอ ซึ่งหลายๆ คนฟังแล้วอาจไม่เข้าใจว่าการกินคลีนนั้นคืออะไร แล้วดีอย่างไร และถ้าหากพูดถึงการมีสุขภาพดี แน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงแค่การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่กลับรวมถึงการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพด้วย 
 
         วันนี้เราเลยถือโอกาสแนะนำให้รู้จักกัน

         Eat Clean มี ที่มาจากการเลือกรับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง หรือผ่านกรรมวิธีการปรุงให้น้อยที่สุดอย่างผักสด ผลไม้สด เนื้อสัตว์ที่ผ่านการปรุงสุกแต่ไม่ปรุงแต่งรสชาติ ธัญพืช เป็นต้น โดยส่วนใหญ่การกินคลีนมักเป็นอาหารที่เราปรุงเอง เป็นเมนูง่ายๆ ที่บ้าน ซึ่งก็มีหลายๆ คนที่สงสัยในเรื่องของรสชาติ ว่าอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งจะอร่อยได้อย่างไร จริงๆ แล้วเราสามารถปรุงเมนูคลีนให้ได้รสชาติอร่อยจากการดึงเอารสชาติในแต่ละวัตถุ ดิบมารวมเข้าไว้ด้วยกันโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรุง

         อย่างการปรุง 1 เมนูคลีนๆ ให้อร่อยครบ 5 หมู่ เราอาจเลือกเนื้อไก่ต้มฉีกฝอยมาปรุงเข้ากับผักสดๆ เพิ่มรสชาติความอร่อยทั้งเปรี้ยวและหวานจากผลไม้ลงไปอย่างแอปเปิลเขียว มะม่วงสุก ราดด้วยน้ำมันมะกอกต่างน้ำสลัดซึ่งการปรุงนั้นไม่มกฎตายตัว สามารถครีเอทเมนูอร่อยในแบบฉบับของตัวเองได้ นับ่วาเป็นเรื่องสนุกที่จินตนาการถึงรสชาติความอร่อยที่ได้ปรุงขึ้น

         กินคลีนแล้วดีอย่างไร อาหารที่ผ่านขั้นตอนการปรุงไม่ว่าจะผัด ทอด ตุ๋น ต้ม อบทั้งหลาย ทำให้คุณค่าทางสารอาหารลดลง บางคร้งยังปรุงแต่งไปด้วยเครื่องปรุงต่างๆไม่ว่าจะเป็นผงชูรส เกลือ น้ำตาล พริกป่น รวมถึงสารตกค้างที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว การกินคลีนจึงเหมือนกับการได้ดีท็อกซ์ลำไส้ และมีประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ท้งยังส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย

         นอกจากการเลือกรับประทานแล้ว สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้มีสุขภาพดี ต้องอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปด้วย สุขภาพที่ดีก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

         
         ที่มา : หนังสือพิมพ์ M2F
         ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

กินคลีน เทรนด์ใหม่คนรักสุขภาพ


       ในหมู่ของคนรักสุขภาพเดี๋ยวนี้ มักจะพูดถึงการกินคลีน อยู่เสมอ ซึ่งหลายๆ คนฟังแล้วอาจไม่เข้าใจว่าการกินคลีนนั้นคืออะไร แล้วดีอย่างไร และถ้าหากพูดถึงการมีสุขภาพดี แน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงแค่การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่กลับรวมถึงการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพด้วย 
 
         วันนี้เราเลยถือโอกาสแนะนำให้รู้จักกัน

         Eat Clean มี ที่มาจากการเลือกรับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง หรือผ่านกรรมวิธีการปรุงให้น้อยที่สุดอย่างผักสด ผลไม้สด เนื้อสัตว์ที่ผ่านการปรุงสุกแต่ไม่ปรุงแต่งรสชาติ ธัญพืช เป็นต้น โดยส่วนใหญ่การกินคลีนมักเป็นอาหารที่เราปรุงเอง เป็นเมนูง่ายๆ ที่บ้าน ซึ่งก็มีหลายๆ คนที่สงสัยในเรื่องของรสชาติ ว่าอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งจะอร่อยได้อย่างไร จริงๆ แล้วเราสามารถปรุงเมนูคลีนให้ได้รสชาติอร่อยจากการดึงเอารสชาติในแต่ละวัตถุ ดิบมารวมเข้าไว้ด้วยกันโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรุง

         อย่างการปรุง 1 เมนูคลีนๆ ให้อร่อยครบ 5 หมู่ เราอาจเลือกเนื้อไก่ต้มฉีกฝอยมาปรุงเข้ากับผักสดๆ เพิ่มรสชาติความอร่อยทั้งเปรี้ยวและหวานจากผลไม้ลงไปอย่างแอปเปิลเขียว มะม่วงสุก ราดด้วยน้ำมันมะกอกต่างน้ำสลัดซึ่งการปรุงนั้นไม่มกฎตายตัว สามารถครีเอทเมนูอร่อยในแบบฉบับของตัวเองได้ นับ่วาเป็นเรื่องสนุกที่จินตนาการถึงรสชาติความอร่อยที่ได้ปรุงขึ้น

         กินคลีนแล้วดีอย่างไร อาหารที่ผ่านขั้นตอนการปรุงไม่ว่าจะผัด ทอด ตุ๋น ต้ม อบทั้งหลาย ทำให้คุณค่าทางสารอาหารลดลง บางคร้งยังปรุงแต่งไปด้วยเครื่องปรุงต่างๆไม่ว่าจะเป็นผงชูรส เกลือ น้ำตาล พริกป่น รวมถึงสารตกค้างที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว การกินคลีนจึงเหมือนกับการได้ดีท็อกซ์ลำไส้ และมีประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ท้งยังส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย

         นอกจากการเลือกรับประทานแล้ว สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้มีสุขภาพดี ต้องอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปด้วย สุขภาพที่ดีก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

         
         ที่มา : หนังสือพิมพ์ M2F
         ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

         อาหารคลีน (Clean Food) เป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการและการปรุงแต่งน้อยที่สุด หรือไม่ปรุงแต่งเลยยิ่งดีเพราะจะได้มีสัมผัสจากธรรมชาติมากที่สุด

         หลักในการจัดอาหารคลีน มีดังนี้
         - ขัดสีให้น้อยที่สุด เช่น ข้าวก็ไม่เลือกที่ขัดจนเป็นข้าวสวยขาว ส่วนขนมปังก็ไม่เลือกแบบเนื้อนุ่มขาวจั๊วน่าอร่อย  หรือขนมแป้งขัดขาวก็ให้เลี่ยงอย่างโดนัท, คุกกี้และเบเกอรี่อื่นๆ
         - ปรุงแต่งเท่าที่จำเป็น เช่น เลี่ยงการใช้น้ำมันทอดหรือผัดจนท่วม แต่อาจเติมน้ำสลัดจากน้ำมันธรรมชาติได้  ไม่ปรุงน้ำตาล, น้ำปลา, เกลือหรือเติมรสจัดจนทำให้รสผิดไปจากธรรมชาติมากไป

         เทคนิคที่ผู้เชี่ยวชาญท่านแนะเอาไว้โดยละเอียด 7 ประการ มีดังนี้

       - อาหารเช้าขาดไม่ได้ (ภายใน 1 ชั่วโมงหลังลืมตาตื่น)
         - แบ่งมื้ออาหารรับประทานเป็นมื้อย่อย เช่น 4 หรือ 6 มื้อต่อวัน
         - เลือกบริโภคโปรตีนแบบ “ไม่ติดมัน” และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (เช่น ข้าวกล้อง, ขนมปังโฮลวีต) ทุกมื้อ
         - รับประทานไขมันดีทุกวัน เช่น น้ำมันปลา, ปลาทู, น้ำมันมะกอก, น้ำมันสุขภาพอื่นๆ
         - คุมส่วนของอาหาร (portion) ให้ดี ไม่ควรเลือกไซส์ใหญ่หรือรับประทานอเมริกันไซส์
         - รับประทานไฟเบอร์, วิตามิน, สารอาหารและเอ็นไซม์จากผักสดและผลไม้
         - สำคัญที่ดื่ม “น้ำเปล่า” ให้ได้วันละ 2-3 ลิตร

         ส่วนของกินที่ควร “เลี่ยง” นั้นมีในกลุ่มต่อไปนี้
         - แป้งขัดขาว อย่าง แป้งข้าวสาลี, ขนมปังขาว, ปาท่องโก๋, เค้ก, คุกกี้, เบเกอรี่และอาหารที่ทำจากแป้งหรือน้ำตาล น้ำหวาน รวมถึงน้ำตาลเทียม เครื่องดื่มหวานทุกชนิดควรเลี่ยง อย่าง กาแฟชงสำเร็จ, กาแฟทรีอินวัน, ชาเขียวรสหวาน, น้ำอัดลม, น้ำหวานหรือแม้แต่น้ำผลไม้
         - แอลกอฮอล์ทุกประเภท ไม่ว่าจะไวน์, เหล้า, เบียร์, ยาดอง,กระแช่, สาโท หรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ อย่างค็อกเทล
         - ไส้กรอก รวมถึงแฮม, เบค่อน, กุนเชียง, หมูสวรรค์, หมูแผ่น เพราะอาหารแปรรูปเหล่านี้ มักใส่ “ไนไตรต์” ซึ่งเป็นกลุ่มดินประสิวให้เนื้อแดงน่ากิน
         - ผงชูรสและซุปก้อน ควรเลี่ยงถ้าเป็นไปได้ ทางเลี่ยงง่ายๆ คือระวัง “น้ำซุป” ทั้งหลายเพราะมักใส่ผงชูรสและซุปปรุงรส เช่น ในก๋วยเตี๋ยวน้ำ, แกงจืด, ต้มยำ, อาหารจีนโดยเฉพาะที่รับประทานนอกบ้าน
         - อาหารสังเคราะห์ เช่น อาหารไมโครเวฟ, บะหมี่สำเร็จรูป, อาหารกระป๋องบางชนิด, ไอศกรีมปรุงแต่งรส, ครีมเทียมใส่กาแฟ, เนยเทียม, เยลลี่หลากสี หรือโพรเซสชีส
         - ของทอดของมัน เพราะไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ ซึ่งเป็น “ไขมันผู้ร้าย” จะมีอยู่มากในอาหารกลุ่มนี้ เช่น ไก่ทอดน้ำมันท่วม, เฟรนช์ฟราย, อาหารชุบแป้งและเกล็ดขนมปังทอด

         ทั้งหมดนี้คืออาหารที่ “ไม่คลีน” ในแง่ของการปรุงแต่งรส ผ่านกระบวนการขัดสีและเป็นอาหารหมักดอง ซึ่งถ้ารับประทานนานเข้าจะส่งผลให้ “อ้วน” และ “แก่เร็ว” จาก สารเคมีสังเคราะห์ทั้งหลาย  การรับประทานอาหารคลีนคือการรับประทานที่ใกล้ธรรมชาติที่สุด จะช่วยหยุดโรคอ้วนและสุขภาพเสื่อมแบบเร่งด่วนได้

       คลีนฟู้ดกับ 5 สูตรเนรมิตสุขภาพดี
         หากจะหาอาหารที่เข้าข่ายคลีนนั้น ไม่ยากอย่างที่คิด เพราะมีอยู่ในอาหารแบบไทยๆ เราเป็นส่วนใหญ่  ดังจะขอฝากตัวอย่างไว้ให้ชาวคนสู้โรค ได้ลองชิมกันดู ขอเน้นแบบที่ “ทำง่าย” และประหยัดเวลานะครับ เพื่อให้สะดวกกับหลายๆ ท่าน

         ข้าวแกงกะหรี่ไก่คลีน เพื่อให้ท่านสะดวกสุด ขอให้ใช้ “ก้อนแกงกะหรี่สำเร็จรูป” แบบของญี่ปุ่นใส่ลงไป ใส่ผักอย่าง มันฝรั่ง, หัวหอมใหญ่และแอปเปิ้ลหั่นลงไป ใช้อกไก่เป็นโปรตีนหลัก รับประทานกับข้าวกล้องร้อนๆ แสนอร่อย

         น้ำพริกทูน่าคลีน แทนที่จะใช้ปลาทูทอดที่ต้องมีน้ำมันท่วมก็ใช้ “ทูน่ากระป๋อง” แทน อนุโลมให้เป็นอาหารคลีนได้ ให้ตำน้ำพริกแบบทั่วไปแต่ “ไม่เค็มจัด” โขลกพริก, กระเทียม, หอมเติมไป ใส่เกลือไอโอดีนแทนน้ำปลาและกะปิ แล้วรับประทานกับผักลวก หรือนึ่ง

         สลัดไข่คลีน เหมือนสลัดไข่ทั่วไปเพราะไข่ถือเป็นอาหารคลีน จะเป็นไข่ต้ม, ไข่อบหรือไข่ปิ้งก็ได้ ใส่กับผักสดตามชอบ ที่แนะนำคือ บร็อคโคลีและมะเขือเทศ ส่วนน้ำสลัดขอให้เป็นน้ำใสหรือน้ำมันมะกอกแทนน้ำข้น รับรองว่าไขมันลดแต่อร่อยเพิ่ม

         สเต็กคลีน ใช้การอบแทนการทอด ใช้การย่างได้ โดยเลือกเนื้อไม่ติดมัน เช่น อกไก่คลีน สันในหมูคลีน พอร์คช็อปคลีน ปรุงรสได้โดยใช้พริกไทย, กระเทียมผงและใส่เกลือให้น้อย รับประทานกับผักย่างและข้าวกล้องเป็นไซด์ดิช แทนมันฝรั่งทอด เป็นสุดยอดอาหารสร้างกล้ามเนื้อ

         ไข่พะโล้คลีน สามารถดัดแปลงพะโล้ให้เป็นอาหาร คลีนแสนอร่อยแถมเก็บไว้กินนานได้ ด้วยวิธีง่าย ๆ คือใช้ผงพะโลสำเร็จได้  แต่ขอให้เลือกชนิดที่เป็น “เครื่องเทศล้วน” อย่ามีผงชูรส หรือน้ำตาลปนเข้ามา แล้วก็หาเนื้อหมูหรือไก่แบบไม่ติดมัน มาใส่เพิ่มในพะโล้ก็ได้  โดยเน้นว่า ไม่เติมเค็มเกินไปจากซีอิ๊ว

         ทั้งหมดนี้เป็นเพียงโหมโรงของอาหารคลีนบาง ส่วนเท่านั้น เพราะเชื่อว่าทุกท่านที่อ่านอยู่สามารถทำได้หลากหลายกว่าที่ผมแนะนำ  ยกตัวอย่างว่าอาจต่อยอดสเต็กคลีนเป็นหมูปิ้งคลีน, สเต็กปลาดอรี่คลีน หรือปลานึ่งซีอิ๊วคลีนก็ยังได้  หรือถ้าเบื่อสลัดเพราะเคี้ยวจนกรามยืด ก็เปลี่ยนเป็น “สุกี้คลีน” ใส่ผักรวมไม่ใส่วุ้นเส้นแล้วผัดใส่เต้าหู้ยี้น้อยๆ ปรุงรสด้วยเกลือทะเลแทน จะได้ไอโอดีนเพิ่ม เพียงเท่านี้ท่านก็จะได้อาหารคลีนแสนถูกปาก แถมสะดวกด้วยเพราะแม้ตามร้านอาหารตามสั่งก็ทำได้

         ท่านสามารถทำให้ทุกจานที่เคยรับประทาน “คลีน” ได้หมดโดยไม่ต้องอดอร่อย กินคลีนบ่อย ๆ อร่อยแถมได้สุขภาพดีด้วย

         ที่มา :  เว็บไซต์ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ (American Board of Anti-aging medicine) และขอขอบคุณข้อมูลจาก คนสู้โรค ไทยพีบีเอส

          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

กินชะลอวัย ไกลโรค ด้วยอาหารคลีน


         อาหารคลีน (Clean Food) เป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการและการปรุงแต่งน้อยที่สุด หรือไม่ปรุงแต่งเลยยิ่งดีเพราะจะได้มีสัมผัสจากธรรมชาติมากที่สุด

         หลักในการจัดอาหารคลีน มีดังนี้
         - ขัดสีให้น้อยที่สุด เช่น ข้าวก็ไม่เลือกที่ขัดจนเป็นข้าวสวยขาว ส่วนขนมปังก็ไม่เลือกแบบเนื้อนุ่มขาวจั๊วน่าอร่อย  หรือขนมแป้งขัดขาวก็ให้เลี่ยงอย่างโดนัท, คุกกี้และเบเกอรี่อื่นๆ
         - ปรุงแต่งเท่าที่จำเป็น เช่น เลี่ยงการใช้น้ำมันทอดหรือผัดจนท่วม แต่อาจเติมน้ำสลัดจากน้ำมันธรรมชาติได้  ไม่ปรุงน้ำตาล, น้ำปลา, เกลือหรือเติมรสจัดจนทำให้รสผิดไปจากธรรมชาติมากไป

         เทคนิคที่ผู้เชี่ยวชาญท่านแนะเอาไว้โดยละเอียด 7 ประการ มีดังนี้

       - อาหารเช้าขาดไม่ได้ (ภายใน 1 ชั่วโมงหลังลืมตาตื่น)
         - แบ่งมื้ออาหารรับประทานเป็นมื้อย่อย เช่น 4 หรือ 6 มื้อต่อวัน
         - เลือกบริโภคโปรตีนแบบ “ไม่ติดมัน” และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (เช่น ข้าวกล้อง, ขนมปังโฮลวีต) ทุกมื้อ
         - รับประทานไขมันดีทุกวัน เช่น น้ำมันปลา, ปลาทู, น้ำมันมะกอก, น้ำมันสุขภาพอื่นๆ
         - คุมส่วนของอาหาร (portion) ให้ดี ไม่ควรเลือกไซส์ใหญ่หรือรับประทานอเมริกันไซส์
         - รับประทานไฟเบอร์, วิตามิน, สารอาหารและเอ็นไซม์จากผักสดและผลไม้
         - สำคัญที่ดื่ม “น้ำเปล่า” ให้ได้วันละ 2-3 ลิตร

         ส่วนของกินที่ควร “เลี่ยง” นั้นมีในกลุ่มต่อไปนี้
         - แป้งขัดขาว อย่าง แป้งข้าวสาลี, ขนมปังขาว, ปาท่องโก๋, เค้ก, คุกกี้, เบเกอรี่และอาหารที่ทำจากแป้งหรือน้ำตาล น้ำหวาน รวมถึงน้ำตาลเทียม เครื่องดื่มหวานทุกชนิดควรเลี่ยง อย่าง กาแฟชงสำเร็จ, กาแฟทรีอินวัน, ชาเขียวรสหวาน, น้ำอัดลม, น้ำหวานหรือแม้แต่น้ำผลไม้
         - แอลกอฮอล์ทุกประเภท ไม่ว่าจะไวน์, เหล้า, เบียร์, ยาดอง,กระแช่, สาโท หรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ อย่างค็อกเทล
         - ไส้กรอก รวมถึงแฮม, เบค่อน, กุนเชียง, หมูสวรรค์, หมูแผ่น เพราะอาหารแปรรูปเหล่านี้ มักใส่ “ไนไตรต์” ซึ่งเป็นกลุ่มดินประสิวให้เนื้อแดงน่ากิน
         - ผงชูรสและซุปก้อน ควรเลี่ยงถ้าเป็นไปได้ ทางเลี่ยงง่ายๆ คือระวัง “น้ำซุป” ทั้งหลายเพราะมักใส่ผงชูรสและซุปปรุงรส เช่น ในก๋วยเตี๋ยวน้ำ, แกงจืด, ต้มยำ, อาหารจีนโดยเฉพาะที่รับประทานนอกบ้าน
         - อาหารสังเคราะห์ เช่น อาหารไมโครเวฟ, บะหมี่สำเร็จรูป, อาหารกระป๋องบางชนิด, ไอศกรีมปรุงแต่งรส, ครีมเทียมใส่กาแฟ, เนยเทียม, เยลลี่หลากสี หรือโพรเซสชีส
         - ของทอดของมัน เพราะไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ ซึ่งเป็น “ไขมันผู้ร้าย” จะมีอยู่มากในอาหารกลุ่มนี้ เช่น ไก่ทอดน้ำมันท่วม, เฟรนช์ฟราย, อาหารชุบแป้งและเกล็ดขนมปังทอด

         ทั้งหมดนี้คืออาหารที่ “ไม่คลีน” ในแง่ของการปรุงแต่งรส ผ่านกระบวนการขัดสีและเป็นอาหารหมักดอง ซึ่งถ้ารับประทานนานเข้าจะส่งผลให้ “อ้วน” และ “แก่เร็ว” จาก สารเคมีสังเคราะห์ทั้งหลาย  การรับประทานอาหารคลีนคือการรับประทานที่ใกล้ธรรมชาติที่สุด จะช่วยหยุดโรคอ้วนและสุขภาพเสื่อมแบบเร่งด่วนได้

       คลีนฟู้ดกับ 5 สูตรเนรมิตสุขภาพดี
         หากจะหาอาหารที่เข้าข่ายคลีนนั้น ไม่ยากอย่างที่คิด เพราะมีอยู่ในอาหารแบบไทยๆ เราเป็นส่วนใหญ่  ดังจะขอฝากตัวอย่างไว้ให้ชาวคนสู้โรค ได้ลองชิมกันดู ขอเน้นแบบที่ “ทำง่าย” และประหยัดเวลานะครับ เพื่อให้สะดวกกับหลายๆ ท่าน

         ข้าวแกงกะหรี่ไก่คลีน เพื่อให้ท่านสะดวกสุด ขอให้ใช้ “ก้อนแกงกะหรี่สำเร็จรูป” แบบของญี่ปุ่นใส่ลงไป ใส่ผักอย่าง มันฝรั่ง, หัวหอมใหญ่และแอปเปิ้ลหั่นลงไป ใช้อกไก่เป็นโปรตีนหลัก รับประทานกับข้าวกล้องร้อนๆ แสนอร่อย

         น้ำพริกทูน่าคลีน แทนที่จะใช้ปลาทูทอดที่ต้องมีน้ำมันท่วมก็ใช้ “ทูน่ากระป๋อง” แทน อนุโลมให้เป็นอาหารคลีนได้ ให้ตำน้ำพริกแบบทั่วไปแต่ “ไม่เค็มจัด” โขลกพริก, กระเทียม, หอมเติมไป ใส่เกลือไอโอดีนแทนน้ำปลาและกะปิ แล้วรับประทานกับผักลวก หรือนึ่ง

         สลัดไข่คลีน เหมือนสลัดไข่ทั่วไปเพราะไข่ถือเป็นอาหารคลีน จะเป็นไข่ต้ม, ไข่อบหรือไข่ปิ้งก็ได้ ใส่กับผักสดตามชอบ ที่แนะนำคือ บร็อคโคลีและมะเขือเทศ ส่วนน้ำสลัดขอให้เป็นน้ำใสหรือน้ำมันมะกอกแทนน้ำข้น รับรองว่าไขมันลดแต่อร่อยเพิ่ม

         สเต็กคลีน ใช้การอบแทนการทอด ใช้การย่างได้ โดยเลือกเนื้อไม่ติดมัน เช่น อกไก่คลีน สันในหมูคลีน พอร์คช็อปคลีน ปรุงรสได้โดยใช้พริกไทย, กระเทียมผงและใส่เกลือให้น้อย รับประทานกับผักย่างและข้าวกล้องเป็นไซด์ดิช แทนมันฝรั่งทอด เป็นสุดยอดอาหารสร้างกล้ามเนื้อ

         ไข่พะโล้คลีน สามารถดัดแปลงพะโล้ให้เป็นอาหาร คลีนแสนอร่อยแถมเก็บไว้กินนานได้ ด้วยวิธีง่าย ๆ คือใช้ผงพะโลสำเร็จได้  แต่ขอให้เลือกชนิดที่เป็น “เครื่องเทศล้วน” อย่ามีผงชูรส หรือน้ำตาลปนเข้ามา แล้วก็หาเนื้อหมูหรือไก่แบบไม่ติดมัน มาใส่เพิ่มในพะโล้ก็ได้  โดยเน้นว่า ไม่เติมเค็มเกินไปจากซีอิ๊ว

         ทั้งหมดนี้เป็นเพียงโหมโรงของอาหารคลีนบาง ส่วนเท่านั้น เพราะเชื่อว่าทุกท่านที่อ่านอยู่สามารถทำได้หลากหลายกว่าที่ผมแนะนำ  ยกตัวอย่างว่าอาจต่อยอดสเต็กคลีนเป็นหมูปิ้งคลีน, สเต็กปลาดอรี่คลีน หรือปลานึ่งซีอิ๊วคลีนก็ยังได้  หรือถ้าเบื่อสลัดเพราะเคี้ยวจนกรามยืด ก็เปลี่ยนเป็น “สุกี้คลีน” ใส่ผักรวมไม่ใส่วุ้นเส้นแล้วผัดใส่เต้าหู้ยี้น้อยๆ ปรุงรสด้วยเกลือทะเลแทน จะได้ไอโอดีนเพิ่ม เพียงเท่านี้ท่านก็จะได้อาหารคลีนแสนถูกปาก แถมสะดวกด้วยเพราะแม้ตามร้านอาหารตามสั่งก็ทำได้

         ท่านสามารถทำให้ทุกจานที่เคยรับประทาน “คลีน” ได้หมดโดยไม่ต้องอดอร่อย กินคลีนบ่อย ๆ อร่อยแถมได้สุขภาพดีด้วย

         ที่มา :  เว็บไซต์ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ (American Board of Anti-aging medicine) และขอขอบคุณข้อมูลจาก คนสู้โรค ไทยพีบีเอส

          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

      พบแบคทีเรียในผักสด ใบเรี่ยดินเปื้อนเชื้อ แนะล้างสะอาด
 
          น.ส.พฤกษวรรณ เจตนจันทร์ นักเทคนิคการแพทย์ชำนาญการพิเศษ ฝ่ายจุลทรรศน์อิเล็กตรอน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นำ เสนอการตรวจวิเคราะห์แบคทีเรียที่ปนเปื้อนอยู่บนผักสด ด้วยเทคนิคจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ครั้งที่ 22 ว่า เนื่องจากผักหลายชนิดที่นิยมรับประทานสด เป็นพืชที่มีลักษณะลำต้นและใบเรี่ยติดผิวดิน หรือผิวน้ำ จึงมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ได้ง่าย อาจก่อโรคในระบบทางเดินอาหารได้ การวิเคราะห์จึงตรวจหาแบคทีเรีย ที่อยู่ตามส่วนต่างๆ ของผักสด 5 ชนิด คือ ผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักชี ผักกาดหอม และบัวบก จากพื้นที่ จ.นนทบุรี

          น.ส.พฤกษวรรณกล่าวต่อว่า การวิเคราะห์หาเชื้อแบคทีเรียบนผักสด ใช้เทคนิคจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดลำแสงส่องกราด ซึ่งเป็นเทคนิคพิเศษ กำลังขยายภาพสูงมาก จนมองเห็นเซลล์แบคทีเรีย จากการวิเคราะห์พบว่าการใช้เทคนิคกล้องจุลทรรศน์ พบวัตถุที่มีขนาดและรูปร่างที่ใกล้เคียงกับเซลล์แบคทีเรียชนิดแท่ง หมายความว่าผักใบเรี่ยดินนี้ปนเปื้อนแบคทีเรียได้ง่าย

          น.ส.พฤกษวรรณกล่าวว่า การศึกษาดังกล่าวเพื่อแจ้งเตือนภัยสุขภาพ แก่ผู้บริโภคที่นิยมรับประทานผักสด เพราะถ้าปนเปื้อนแบคทีเรีย ที่ก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร อาจทำให้เกิดความเจ็บป่วยตามมา ซึ่งแบคทีเรียนั้นจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การยืนยันว่ามีแบคทีเรียอยู่จริง จะช่วยให้ผู้บริโภคตระหนักถึงการปนเปื้อนที่อาจได้รับ และสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการล้างผักสดให้สะอาด โดยวิธีที่แนะนำ เช่น แช่น้ำด่างทับทิม และล้างให้ผ่านน้ำหลายๆ ครั้ง ก็จะช่วยลดโรคที่เกิดในระบบทางเดินอาหารจากเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ได้

          ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด

พบแบคทีเรียในผักสด แนะล้างให้สะอาด


      พบแบคทีเรียในผักสด ใบเรี่ยดินเปื้อนเชื้อ แนะล้างสะอาด
 
          น.ส.พฤกษวรรณ เจตนจันทร์ นักเทคนิคการแพทย์ชำนาญการพิเศษ ฝ่ายจุลทรรศน์อิเล็กตรอน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นำ เสนอการตรวจวิเคราะห์แบคทีเรียที่ปนเปื้อนอยู่บนผักสด ด้วยเทคนิคจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ครั้งที่ 22 ว่า เนื่องจากผักหลายชนิดที่นิยมรับประทานสด เป็นพืชที่มีลักษณะลำต้นและใบเรี่ยติดผิวดิน หรือผิวน้ำ จึงมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ได้ง่าย อาจก่อโรคในระบบทางเดินอาหารได้ การวิเคราะห์จึงตรวจหาแบคทีเรีย ที่อยู่ตามส่วนต่างๆ ของผักสด 5 ชนิด คือ ผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักชี ผักกาดหอม และบัวบก จากพื้นที่ จ.นนทบุรี

          น.ส.พฤกษวรรณกล่าวต่อว่า การวิเคราะห์หาเชื้อแบคทีเรียบนผักสด ใช้เทคนิคจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดลำแสงส่องกราด ซึ่งเป็นเทคนิคพิเศษ กำลังขยายภาพสูงมาก จนมองเห็นเซลล์แบคทีเรีย จากการวิเคราะห์พบว่าการใช้เทคนิคกล้องจุลทรรศน์ พบวัตถุที่มีขนาดและรูปร่างที่ใกล้เคียงกับเซลล์แบคทีเรียชนิดแท่ง หมายความว่าผักใบเรี่ยดินนี้ปนเปื้อนแบคทีเรียได้ง่าย

          น.ส.พฤกษวรรณกล่าวว่า การศึกษาดังกล่าวเพื่อแจ้งเตือนภัยสุขภาพ แก่ผู้บริโภคที่นิยมรับประทานผักสด เพราะถ้าปนเปื้อนแบคทีเรีย ที่ก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร อาจทำให้เกิดความเจ็บป่วยตามมา ซึ่งแบคทีเรียนั้นจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การยืนยันว่ามีแบคทีเรียอยู่จริง จะช่วยให้ผู้บริโภคตระหนักถึงการปนเปื้อนที่อาจได้รับ และสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการล้างผักสดให้สะอาด โดยวิธีที่แนะนำ เช่น แช่น้ำด่างทับทิม และล้างให้ผ่านน้ำหลายๆ ครั้ง ก็จะช่วยลดโรคที่เกิดในระบบทางเดินอาหารจากเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ได้

          ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด